การกำจัดขยะด้วยแนวคิด 7R

ขยะนั้นเป็นส่วนที่ทำให้สิ่งแวดล้อมนั้นเกิดความสกปรก เนื่องจากขยะนั้นส่วนมาก เป็นส่วนของเหลือทิ้ง ที่ได้จากกระบวนการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตประจำวัน การผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม หรือแม้กระทั่งการเกษตร ซึ่งเมื่อมีขยะเพิ่มมากขึ้น การกำจัดก็ยากตามลงไปด้วย วันนี้เราจะมานำเสนอวิธีการกำจัดขยะด้วยแนวคิด 7R ซึ่งสามารถกำจัดขยะได้อย่ามีประสิทธิภาพกันครับ

1. Rethink คือการคิดใหม่ หมายถึงการเปลี่ยนแนวความคิดเกี่ยวกับการใช้งานทรัพยากรธรรมชาติ โดยเน้นการใช้งานวัสดุต่างๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนั่นเอง

2. Reduce คือการลดการใช้งานวัสดุประเภทที่ทำให้เกิดมลพิษ หรือขยะ เช่นการลดใช้งานถุงพลาสติกประเภทต่างๆ และหันมาใช้งานวัสดุอย่างอื่น เช่นถุงกระดาษ ตะกร้าที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ เป็นต้น

3. Reuse เป็นการใช้งานซ้ำ หมายถึงว่าสิ่งของต่างๆ ที่เราใช้งานนั้นไม่จำเป็นจะต้องใช้งานได้แค่เพียงครั้งเดียวแล้วก็ทิ้งให้เป็นภาระของสิ่งแวดล้อม แต่เราสามารถที่จะนำมันมาใช้งานใหม่ได้ เช่น ขวดพลาสติก สามารถนำมาบรรจุน้ำดื่มได้อีกครั้ง ภายหลังการทำความสะอาด เป็นต้น

4. Recycle เป็นการนำเอาขยะประเภทต่างๆ มาแปรสภาพเป็นสิ่งของหรือข้าวของเครื่องใช้ประเภทต่างๆ เช่นนำเอาฝาเครื่องดื่มที่เป็นโลหะ ไปบริจาคสร้างขาเทียม การนำเอาขวดแก้ว ขวดพลาสติก ไปขายให้โรงงานที่รับรีไซเคิลสิ่งของ การนำเอาขวดน้ำมาทำเป็นงานฝีมือ เป็นต้น

5. Repair หมายถึงการซ่อมแซม บางครั้งสิ่งของเครื่องใช้บางอย่างนั้น เพียงแค่ซ่อมแซมก็สามารถที่จะนำมาใช้งานได้เหมือนเดิมโดยไม่จำเป็นจะต้องทิ้งให้กลายเป็นขยะ เช่น ตะกร้าพลาสติก ที่มีรอยแตกร้าว สามารถใช้กาวประสานได้ กาละมังพลาสติกที่มีรูรั่ว ก็สามารถที่จะใช้แผ่นกาวแบบพิเศษปะเพื่ออุดรูรั่วนั้นได้เป็นต้น

6. Reject หรือการปฏิเสธ หมายถึงการไม่ใช้งานสินค้า หรือวัสดุที่อาจเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม หรือกลายเป็นขยะที่ยากต่อการกำจัด เช่นกล่องโฟม ถุงพลาสติก ซึ่งเป็นวัสดุที่ใช้งานได้สะดวกดี แต่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของมนุษย์ด้วย ดังนั้น เราจึงควรที่จะปฏิเสธ ไม่ใช้งานของพวกนี้ครับ

7. Return หมายถึงการคืนสิ่งแวดล้อมที่ดีสู่โลก เนื่องจากทุกวันนี้สิ่งแวดล้อมได้เสื่อมโทรมลงไปมากแล้ว ดังนั้นมนุษย์ควรที่จะหันมาฟื้นฟูสุขภาพของสิ่งแวดล้อมให้กลับคืนสู่ความสวยงาม ไร้มลพิษดังเดิม เราสามารถเริ่มต้นได้ด้วยการปลูกต้นไม้ และลดการใช้ขยะที่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมลงนั่นเองครับ

ขยะบางประเภทนั้น แม้ว่าจะช่วยให้มนุษย์นั้นสะดวกสบายขึ้น แต่ก็มักจะเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมเช่นกันเนื่องจากว่าขยะประเภทนั้นๆ มักจะเกิดจากกระบวนการทางเคมีนั่นเอง ดังนั้นเราสามารถที่จะกำจัดขยะพวกนั้นได้โดยการให้หลักของ 7R ครับ

ระบบบำบัดน้ำเสียแบบบึงประดิษฐ์ 2

คราวก่อนเราพูดถึงระบบบึงประดิษฐ์ แบบ Free Water Surface Wetland (FWS) ซึ่งเป็นระบบที่อาศัยระบบนิเวศน์จำลองที่สร้างขึ้นเพื่อตกตะกอนน้ำ และเพิ่มออกซิเจนให้กับน้ำด้วยวิธีการทางธรรมชาติกันไปแล้ว คราวนี้เราจะมาพูดถึงระบบบึงประดิษฐ์อีกแบบหนึ่ง ที่ถือกันว่าได้ผลดีกว่า Free Water Surface Wetland (FWS) เนื่องจากสามารถแยกน้ำเสียไม่ให้ถูกรบกวนจากแมลงหรือสัตว์ที่จะเป็นพาหะนำโรคต่างๆ มาสู่คนได้ ระบบที่ว่านี้ก็คือ Vegetated Submerged Bed System (VSB) ครับ

ซึ่งเจ้า Vegetated Submerged Bed System (VSB)นี้มีข้อแตกต่างจาก FWS ตรงที่ใต้บ่อนั้นเป็นพื้นที่มีกรวด หิน หรือ ทราย เพื่อช่วยในการตกตะกอนของน้ำเสียได้เป็นอย่างดี ต่างจาก FWS ที่เป็นพื้นดินธรรมดา ปูด้วยแผ่นพลาสติก เท่านั้น สำหรับส่วนประกอบที่สำคัญของ VSB นั้น มีดังต่อไปนี้

1. ส่วนของบ่อ ลึกประมาณ 60 เซนติเมตร สำหรับการเก็บน้ำเสียที่จะนำมาเข้าสู่กระบวนการบำบัด โดยทั่วไปแล้วจะรองก้นบ่อด้วยกรวด หิน ทราย ซึ่งมีคุณสมบัติในการกรองเอาตะกอนต่างๆ ที่มากับน้ำเสียได้ รวมถึงการดูดซับเอาสารอินทรีย์ประเภทต่างๆ ได้ดีอีกด้วย และก่อนการรองก้นบ่อนั้น ควรปูด้วยผ้าพลาสติกเสียก่อน เพื่อป้องกันการซึมของน้ำเสียลงสู่ดิน

2. ส่วนของพืชต่างๆ ที่ปลูกในระบบ เป็นพืชประเภทเดียวกับที่ใช้ในระบบ FWS ซึ่งพืชนั้นจะช่วยให้เกิดการถ่ายทเออกซิเจนกับน้ำเสียที่อยู่ด้านล่าง รวมทั้งเป็นการหมุนเวียนเอาก๊าซมีเทนที่เกิดจากกระบวนการย่อยสลาย แอนแอโรบิค ออกจากบ่อ และพืชเหล่านี้ยังช่วยกำจัดไนโตรเจน ฟอสฟอรัส เพื่อนำมาใช้ในการเจริญเติบโตได้อีกด้วย

3. ส่วนของ Media หรือส่วนของวัสดุที่ใช้ปิดคลุมบ่อ มีเดียนี้เป็นตัวกลางที่ช่วยให้รากของพืชนั้นยึดเกาะอยู่ได้ , ช่วยให้น้ำเสียที่ผ่านเข้าสู่กระบวนการนั้นเกิดการกระจาย , รวบรวมน้ำทิ้งก่อนระบายออก นอกจากนั้นยังช่วยให้จุลินทรีย์สามารถยึดเกาะได้ และยังเป็นตัวกรองสารแขวนลอยประเภทต่างๆ ที่มากับน้ำเสียอีกต่างหาก

ขั้นตอนการบำบัดน้ำเสียนั้นก็ง่ายๆ เมื่อทำการปล่อยเอาน้ำเสียเข้ามาสู่ในบ่อ น้ำเสียจะเริ่มตกตะกอนจากการคัดแยกของกรวดและทรายต่างๆ ซึ่งเมื่อผ่านกระบวนการทำให้น้ำสะอาด เพิ่มออกซิเจนโดยพืชแล้ว จึงจะสามารถปล่อยน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วเข้าสู่แหล่งน้ำธรรมชาติอื่นๆ ได้ ในปัจจุบันพบว่าแบบบึงประดิษฐ์ VSB นี้เป็นแนวคิดที่กำลังได้รับความนิยมในขั้นตอนการบำบัดน้ำเสีย ประเภทที่ผ่านการบำบัดจากบ่อปรับเสถียรมาแล้ว เนื่องจากสามารถบำบัดน้ำเสียได้กว่า 95 % (ในน้ำที่มีการถ่ายเท)นอกจากนั้นยังเป็นระบบที่ไม่มีความซับซ้อนมากนัก และไม่จำเป็นต้องลงทุนสูงอีกด้วยครับ

ระบบบำบัดน้ำเสียแบบบึงประดิษฐ์

วิธีการบำบัดน้ำเสียอีกวิธีการหนึ่ง ที่ได้รับความนิยมกันมาก คือการสร้างระบบบำบัดแบบบึงประดิษฐ์ หมายถึงการสร้างระบบนิเวศน์แบบจำลองขึ้นมาเพื่อให้สามารถที่จะบำบัดน้ำเสียได้นั่นเอง ซึ่งระบบแบบบึงประดิษฐ์นี้แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ Free Water Surface Wetland (FWS) ซึ่งเป็นบึงแบบที่มีระบบต่างๆใกล้เคียงกับบึงที่เกิดเองตามธรรมชาติ และ บึงแบบ Vegetated Submerged Bed System (VSB) ที่เพิ่มชั้นกรวด หิน ทรายไว้ที่ก้นบ่อ เพื่อทำหน้าที่กรองสารพิษ หรือเชื้อโรคต่างๆ ออกจากน้ำนั่นเอง สำหรับวันนี้เราจะมาพูดถึงบึงแบบ FWS กันก่อนครับ

บ่อแบบ FWS นี้จะเป็นบ่อที่นิยมใช้บำบัดน้ำเสีย ภายหลังจากการปรับบ่อเสถียร แต่ก็หมายความว่าสามารถใช้บำบัดน้ำเสียได้เลยโดยไม่ต้องผ่านการปรับบ่อเสถียร ขั้นแรกนั้นมักจะมีการอัดดินที่ก้นบ่อหรือรองด้วยวัสดุประเภท แผ่นพลาสติก เพื่อให้น้ำนั้นไหลในแนวที่ขนานกับบ่อ สำหรับส่วนต่างๆ ที่จำเป็นของการทำบึงประดิษฐ์นั้น มีอยู่ 3 ส่วนหลักๆ ดังนี้ (อาจจะเป็นบ่อเดียวกันหรือแยกบ่อกันก็ได้ แล้วแต่การออกแบบครับ)

1. ส่วนแรกนั้น เป็นบ่อที่มีวัตถุประสงค์ในการกรองและตกตะกอนของน้ำเสีย ดังนั้นจึงมักจะเป็นบ่อแยกที่มีการปลูกพืชบางประเภท ที่ช่วยในการตกตะกอนของน้ำได้ เช่น กก แฝก ธูปฤๅษี พืชเหล่านี้จะช่วยกรองเอาตะกอนสารแขวนลอย และสารอินทรีย์ต่างๆ ได้ในระดับหนึ่ง

2. ส่วนที่ 2 เป็นบ่อที่มีวัตถุประสงค์ลดความสกปรก ที่ได้จากบ่อกรองตะกอนแล้ว ดังนั้นจึงมีส่วนของพืชประเภทสาหร่าย จอก แหน และพืชลอยน้ำประเภทอื่นๆ ดังนั้นบ่อนี้จึงจะไม่จำเป็นต้องมีการสร้างให้ลึกมากจนเกินไป (ประมาณ 2-4 เมตร)เพื่อให้แสงแดดที่ส่องลงมานั้น เป็นตัวกำจัดเชื้อโรคและเร่งการสังเคราะห์แสงของสาหร่าย และพืชลอยน้ำ นอกจากนั้นพืชเหล่านี้ยังจะเป็นตัวเพิ่มออกซิเจนให้กับน้ำได้อีกด้วย

3. ส่วนสุดท้ายนั้นเป็นการปลูกพืชแบบเดียวกับบ่อแรก เพื่อให้พืชที่ปลูกนั้นช่วยลดและกรองเอาตะกอนที่หลงเหลือจากสองขั้นตอนแรกออกอีกทีหนึ่ง รวมไปถึงการกรองเอาสารแขวนลอยต่างๆ และทำให้เกิดสภาพดิไนตริฟิเคชั่น (Denitrification) เนื่องจากออกซิเจนละลายน้ำ (DO) ลดลง ซึ่งสามารถลดสารอาหารจำพวกสารประกอบไนโตรเจนที่ยังหลงเหลืออยู่ออกได้

ปัจจุบันระบบแบบบึงประดิษฐ์ FWS นี้เป็นแนวคิดที่กำลังได้รับความนิยมในขั้นตอนการบำบัดน้ำเสีย ประเภทที่ผ่านการบำบัดจากบ่อปรับเสถียรมาแล้ว เนื่องจากสามารถบำบัดน้ำเสียได้กว่า 95 % นอกจากนั้นยังเป็นระบบที่ไม่มีความซับซ้อนมากนัก และไม่จำเป็นต้องลงทุนสูงอีกด้วยครับ ตอนต่อไปเราจะมาพูดถึงระบบ Vegetated Submerged Bed System (VSB) ซึ่งเป็นส่วนย่อยของบึงประดิษฐ์กันอีกครั้งหนึ่งครับ

สารเคมีในเครื่องสำอาง 1

เครื่องสำอางนั้นเป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเสริมสร้างความงดงาม ของใบหน้า ผิวพรรณ และส่วนต่างๆ ของร่างกายให้กับมนุษย์ได้ ซึ่งส่วนที่จะช่วยเสริมสร้างความสวยงามเหล่านั้น ต่างก็เป็นสารที่สกัดมาจากพืช หรือแร่ธาตุ ผ่านทางกระบวนการทางเคมีต่างๆ ส่วนจะมีสารชนิดไหนบ้างนั้น เราไปดูกันเลยครับ

1. Glycerin หรือ Glycerol เป็นสารที่ได้จากการเติมด่างลงในน้ำมัน ส่วนมากมักพบในเครื่องสำอางประเภทที่ต้องเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว เช่นลิปสติก สบู่ โลชั่น ยาสีฟันบางประเภท ส่วนใหญ่แล้วสารประเภทนี้มักไม่เป็นพิษต่อร่างกาย

2. Dimethicone เป็นสารที่มีลักษณะข้นเหนียว มีสีขาว ถูกใช้เป็นเบสของเครื่องสำอางประเภทครีมต่างๆ ดังนั้นจึงมีความเป็นพิษต่ำมาก

3. Silocon เป็นสารที่สามารถสร้างความเนียนนุ่ม ชุ่มชื้นให้กับผิวได้ทันทีที่ใช้ ส่วนใหญ่พบเห็นได้ในเครื่องสำอางประเภทครีม โลชั่น หรือผลิตภัณฑ์ถนอมผิวประเภทต่างๆ ดังนั้นจึงมีความเป็นมิตรต่อผิวหนังของมนุษย์เป็นอย่างมาก และมีความเป็นพิษต่ำ (ยกเว้นว่าจะได้รับสารนี้เข้าร่างกายโยการกิน)

4. Cocamidopropyl Betaine เป็นกรดไขมันที่สกัดจากน้ำมันมะพร้าว ส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของเครื่องสำอางประเภทล้างทำความสะอาดผิว เช่น โฟมล้างหน้า สบู่เหลว หรือคอนดิชั่นต่างๆ แต่ข้อเสียคือ อาจทำให้เกิดผื่นแดงที่บริเวณผิวหนังได้ หากใช้มากเกินความจำเป็น

5. Propylene Glycol เป็นสารที่มีลักษระข้นเหนียว มีสีใส ไม่มีกลิ่น สามารถซึมผ่านชั้นผิวหนังได้เป็นอย่างดี ดังนั้นจึงมักจะนำมาเป็นเครื่องสำอางประเภทโลชั่นเช่นเดียวกัน เนื่องจากสารเคมีประเภทนี้สามารถกักเก็บน้ำและความชุ่มชื้นได้ดีมาก ราคานั้นถูกกว่ากลีเซอรีนที่เป็นสารช่วยให้ผิวมีความชุ่มชื้นเช่นเดียวกัน แต่ก็ถือได้ว่าแพ้ง่ายกว่ามาก

6. Stearic Acid เป็นสารที่สกัดได้จากไขมันสัตว์ และพืชบางชนิด กรดชนิดนี้พบมากได้ในเครื่องสำอางประเภท ดับกลิ่นกาย โรลออน หรือน้ำหอมบางชนิด เนื่องจากมีคุณสมบัติที่ช่วยสร้างความนุ่มนวล กรดประเภทนี้ถือได้ว่าเป็นมิตรต่อมนุษย์แม้ว่าจะมีรายงานถึงการแพ้บ้างสำหรับผู้ที่มีร่างกายไวต่อสารเคมี

7. Butylene Glycol เป็นสารที่ได้จากก๊าซบีเทน มีคุณสมบัติกักเก็บความชุ่มชื้นเช่นเดียวกัน โดยทั่วไปถือว่าไม่มีอันตรายสักเท่าไหร่ ถ้าไม่รับเข้าร่างกายโดยการกิน ซึ่งสารนี้จะมีฤทธิ์ในการทำลายระบบประสาท ทำลายไต ดังนั้นจึงถือได้ว่าเป็นสารที่ต้องมีความระมัดระวังในการใช้งานเป็นอย่างยิ่ง

เขียนมาถึงตอนนี้ก็เรียกได้ว่าถึงครึ่งทางแล้วครับ ดังนั้นสำหรับตอนต่อไปเราจะมาพูดถึง อีก 7 สารเคมีที่พบเห็นได้บ่อยในเครื่องสำอางที่วางขายกันอยู่ทุกวันนี้

การกำจัดน้ำเสียแบบบ่อเติมอากาศ

แนวคิดเรื่องการบำบัดน้ำเสียอีกชนิดหนึ่งที่ได้ผลอยู่เสมอ คือ เมื่อน้ำเกิดการเน่าเสีย หรือมีสารอื่นๆ เจอปนอยู่ในเป็นจำนวนมากจะทำให้ออกซิเจนภายในน้ำนั้นลดลง นั่นหมายถึงว่าน้ำเน่าเสียต่างๆ อันเกิดจากกระบวนการทางอุตสาหกรรม บ้านเรือน หรืออื่นๆ ก็ตามแต่นั้น มักจะมีค่าออกซิเจนอยู่น้อยมาก หรือไม่มีเลยนั่นเอง ดังนั้นหากจะสามารถฟื้นฟูน้ำให้กลับมาเป็นน้ำที่สะอาดไม่เป็นอันตรายต่อ คน สัตว์ สิ่งแวดล้อมได้นั้น จึงต้องมีการเติมสารออกซิเจนเข้าไฟเพื่อฟื้นฟูน้ำที่เสียแล้วนั่นเอง ซึ่งการบำบัดน้ำที่เสียแล้วด้วยวิธีการแบบบ่อเติมอากาศ (Aerated Lagoon หรือ AL)นั้นสามารถที่จะตอบโจทย์ตรงนี้ได้ โดยวิธีการดังต่อไปนี้

1. บ่อเติมอากาศ(Aerated Lagoon หรือ AL) เป็นส่วนที่เรียกได้ว่าเป็นจุดสำคัญของกระบวนการปรับน้ำเสียด้วยการเติมอากาศ ส่วนมากนั้นบ่อแบบนี้มักจะมีความลึกประมาณ 2-6 เมตร โดยจะมีการติดตั้งทุ่นสำหรับเติมก๊าซออกซิเจนเข้าไป ซึ่งทุนชนิดนี้จะเป็นทุ่นชนิดพิเศษที่นอกจากจะช่วยเติมอากาศเข้าสู่น้ำได้แล้ว ยังสามารถทำให้ระบบการทำงานของจุลินทรีย์ประเภทต่างๆ ในบ่อนั้นเกิดการตกตะกอน พูดง่ายๆ ก็คือระหว่างการเติมอากาศเข้าไปนั้น จะเกิดแรงดันทำให้น้ำกระเพื่อม นั่นถือได้ว่าเป็นการเร่งการตกตะกอนนั่นเอง ทุ่นอัดอากาศนี้ควรติดตั้งให้ทั่วทั้งบ่อ

2. บ่อบ่มเพื่อปรับสภาพน้ำทิ้ง (Maturation Pond) เป็นบ่อที่รองรับน้ำเสียที่ผ่านการตกตะกอนมาระดับหนึ่งแล้วจากบ่อเติมอากาศ น้ำที่อยู่ภายในบ่อนี้จะมีการตกตะกอนกันอีกชั้นหนึ่ง และสภาพแวดล้อมของบ่อจะเป็นการปรับสภาพของน้ำ บ่อนี้จะไม่ลึกมากจนเกินไป (ประมาณ 1-1.5 เมตร) เพื่อที่ว่าจะให้แสงแดดได้ส่องผ่านลงมายังก้นบ่อได้อย่างถนัด เพื่อฆ่าแบคทีเรียต่างๆ

3. บ่อเติมสารคลอรีน ก่อนการปล่อยน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดสู่แม่น้ำลำคลอง หรือแหล่งน้ำตามธรรมชาตินั้น ควรเติมสารคลอรีนที่เป็นสารฆ่าเชื้อโรคต่างๆ ก่อนด้วยทุกครั้ง บ่อนี้ถือว่าเป็นกระบวนการขั้นตอนสุดท้ายของวิธีบ่อเติมอากาศครับ

สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้ในการสร้างบ่อเติมอากาศนี้ ส่วนใหญ่ ก็จะเป็น เครื่องเติมอากาศ ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ออกซิเจนแก่น้ำเสีย เครื่องเติมอากาศแบ่งออกได้ 4 แบบใหญ่ ๆ คือ เครื่องเติมอากาศที่ผิวหน้า (Surface Aerator) เครื่องเติมอากาศเทอร์ไบน์ (Turbine Aerator) เครื่องเติมอากาศใต้น้ำ (Submersible Aerator) และเครื่องเติมอากาศแบบหัวฉีด (Jet Aerator) ตัวอย่างของหน่วยงานที่ใช้งานบ่อเติมอากาศนั้น ได้แก่ เทศบาลนครหาดใหญ่ และเทศบาลเมืองอ่างทอง โดยหลังจากการตรวจสอบพบว่า น้ำเสียที่ผ่านการบำบัดด้วยวิธีนี้นั้น เป็นน้ำที่สะอาด และไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมใดๆ เลย

การบำบัดน้ำเสียด้วยบ่อเสถียร

ระบบบำบัดน้ำเสียในปัจจุบันนั้น มีอยู่มากมายหลายแบบ ซึ่งมีวิธีการทำงานที่แตกต่างกันออกไปตามรูปแบบลักษณะของการทำงาน สำหรับในวันนี้เราจะมาพูดถึงการบำบัดน้ำเสียที่เรียกกว่าการปรับบ่อเสถียร ซึ่งก็คือปรับค่าของน้ำให้มีความสะอาดมากพอก่อนที่จะปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ โดยเน้นที่การแบ่งเป็นพื้นที่เพื่อทำหน้าที่สดของเกสียกันไปในแน่ละส่วน ดังจะสามารมารถอธิบายได้ดังนี้

1. บ่อแอนแอโรบิค (Anaerobic Pond)ลึกประมาณ 2-4 เมตร เป็นบ่อที่ออกแบบมาเพื่อรองรับน้ำเสียเป็นชั้นแรก โดยหลักการทำงานของบ่อนี้ก็คือ การสามารถรองรับสารอินทรีย์หรือของเสียที่ปะปนมากับน้ำได้สูงมาก และความลึกของบ่อจะช่วยให้สารเหล่านั้นตกตะกอนลงสู่ก้นบ่น พูดง่ายๆ คือเป็นบ่อที่จะช่วยแยกส่วนของตะกอนออกจากน้ำก่อนจะส่งไปที่บ่อถัดไปนั่นเอง

2. บ่อแฟคคัลเททีฟ (Facultative Pond)เป็นบ่อที่ 2 ที่รับน้ำเสียซึ่งผ่านการตกตะกอนในชั้นแรกจากบ่อแอนแอโรบิคมาแล้ว หลักการทำงานของบ่อนี้คือ จะปล่อยให้มีการเพิ่มสารอินทรีย์ประเภทที่ใช้ออกซิเจนเป็นอาหารสำหรับการสร้างเซลล์ใหม่ ส่วนก้นบ่อนั้นก็ใช้จุลินทรีย์ประเภทที่ไม่ใช้ออกซิเจน ในการทำหน้าที่สลายสารอินทรีย์ประเภทต่างๆ ที่มากับน้ำจากขั้นตอนการบำบัดขั้นแรกนั่นเอง พูดง่ายๆ คือบ่อนี้เป็นบ่อที่ให้น้ำทำการรักษาตัวมันเอง โดยทั่วไปบ่อแบบนี้จะลึกประมาณ 1-2 เมตร

3. บ่อแอโรบิค (Aerobic Pond)ลึกประมาณ 1-1.5 เมตร เป็นบ่อที่มีความเป็นออกซิเจนสูงมาก มีสาหร่ายแขวนลอย และแบคทีเรียอยู่ ส่วนใหญ่จะมีการเติมออกซิเจนให้บ่อจากการสังเคราะห์แสงของสาหร่ายและมีการเพิ่มออกซิเจนที่บริเวณผิวบ่อด้วย นอกจากนั้นบ่อนี้ยังถูกใช้เป็นบ่อที่ฆ่าเชื้อโรคเนื่องจากมีความลึกไม่มาก แสงแดดสามารถส่องถึงก้นบ่อได้ง่ายนั่นเอง

4. บ่อบ่ม (Maturation Pond) ลึกประมาณ 1-1.5 เมตรเช่นเดียวกัน บ่อบ่มนี้จะเป็นบ่อเก็บน้ำที่มีความเป็นแอโรบิคสูง เนื่องจากผ่านขั้นตอนการบำบัดน้ำเสียมาแล้วจาก 3 บ่อ บ่อบ่มนี้จะมีการฆ่าเชื้อโรค และแบคทีเรียต่างๆ ด้วยแสงแดด ก่อนที่จะปล่อยให้น้ำที่ผ่านการบำบัดเสร็จสมบูรณ์ลงสู่แม่น้ำลำคลอง หรือแหล่งน้ำธรรมชาติต่อไป

การบำบัดน้ำเสียด้วยวิธีปรับบ่อเสถียรนี้เป็นวิธีที่มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างต่ำ และไม่จำเป็นต้นใช้สารเคมีมากมายนัก แต่ข้อเสียคือจำเป็นต้องมีพื้นที่สำหรับทำบ่อต่างๆ ตามขั้นตอนที่กล่าวมา ตัวอย่างของหน่วยงานที่ใช้วิธีปรับบ่อเสถียร คือเทศบาลนครปฐม ที่สร้างรูปแบบของ บ่อเฟคคัลเททีฟ บ่อแอโรบิค และบ่อบ่ม สำหรับบำบัดน้ำเสียภายในชุมชนนั่นเอง

ประเภทของระบบบำบัดน้ำเสีย

ปัจจุบันนั้น การบำบัดน้ำที่เสียจากกระบวนการต่างๆ ทางอุตสาหกรรมถือว่ามีความจำเป็นและสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะน้ำที่ถูกปล่อยทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมนั้นเป็นน้ำที่มีสารพิษเจือปนสูง และจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบนิเวศน์ของแม่น้ำลำคลอง และสัตว์น้ำต่างๆ ได้อีกด้วยดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการบำบัดน้ำเสีย ก่อนที่จะปล่อยจากโรงงานสู่แหล่งน้ำธรรมชาติต่อไป สำหรับการบำบัดน้ำเสียนั้น มีอยู่ 6 แบบดังต่อไปนี้

1. ระบบบำบัดน้ำเสียแบบบ่อปรับเสถียร (Stabilization Pond) เป็นรูปแบบของการบำบัดน้ำเสียแบบที่มีค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด แต่ก็ต้องใช้พื้นที่ในการใช้งานมากที่สุด เนื่องจากบ่อแบบนี้มักจะเป็นการปรับสภาพของน้ำทีละบ่อ โดยเน้นการใช้สารประเภทอินทรีย์ในการบำบัด

2. .ระบบบำบัดน้ำเสียแบบบ่อเติมอากาศ (Aerated Lagoon หรือ AL) เป็นอีกวิธีหนึ่งในการบำบัดน้ำเสียที่มีต้นทุนต่ำ หลักการทำงานนั้นจะมีส่วนของบ่อที่ต้องคอยเติมอากาศหรืออ็อกซิเจนลงไปเพื่อฟื้นฟูสภาพของน้ำเสียให้กลับมาดีดังเดิมได้ โดยจะมีบ่ออยู่สองบ่อหลักๆ คือบ่อเติมอากาศและบ่อบ่มนั่นเอง

3. ระบบบำบัดน้ำเสียแบบบึงประดิษฐ์ (Constructed Wetland) เป็นรูปแบบการบำบัดที่สร้างบ่อจำลองรูปแบบของธรรมชาติขึ้นมา โดยจะมีอยู่สองส่วนหลักๆ คือ ส่วนกรอง ที่ใช้กรองเอากาก หรือตะกอนต่างๆ ที่มากับน้ำออกจนหมดก่อน แล้วจะส่งต่อไปที่ส่วนของการลดความเป็นพิษของน้ำเสียจากสารอินทรีย์ ที่นำเข้ามาช่วยในการสลายสารพิษต่างๆ ก่อนนำส่งไปที่ส่วนสุดท้ายคือ ส่วนของการกรองเอาสารแขวนลอยและไนโตรเจนออกให้หมด

4. ระบบบำบัดน้ำเสียแบบแอกทิเวเต็ดสลัดจ์ (Activated Sludge Process) เป็นอีทางเลือกที่นิยมใช้ในระบบบำบัดเนื่องจากต้นทุนต่ำ เช่นเดียวกัน หลักการทำงานง่ายๆของระบบนี้คือ เป็นการนำเอาแบคทีเรียที่ใช้ออกซิเจนมาใช้ย่อยสลายสารพิษต่างๆ ของน้ำเสีย โดยมากประกอบด้วยสองส่วนหลักๆ คือ บ่อเติมอากาศ และบ่อตกตะกอน

5. .ระบบบำบัดน้ำเสียคลองวนเวียน (Oxidation Ditch) เป็นระบบขนาดเล็กที่ใช้งานภายในชุมชน หลักการง่ายๆ คือการนำเอาส่วนของแบคทีเรียที่กินสารพิษเป็นอาหารเช่น เชื้อรา โปรโตซัวมาใช้ในการกำจัดของเสียที่ปนเปื้อนมากับน้ำ จากนั้นก็ค่อยนำไปคัดกรองเอาส่วนของเชื้อแบคทีเรียเหล่านั้นออกอีกทีหนึ่ง

6. ระบบบำบัดน้ำเสียแบบแผ่นจานหมุนชีวภาพ (Rotating Biological Contactor, RBC) เป็นระบบที่มีค่าใช้จ่ายสูงแต่ได้ผลดีเป็นอย่างมากกับระบบอุตสาหกรรม หลักการทำงานคือเลี้ยงจุลินทรีย์ที่กำจัดน้ำเสียไว้ในจานหมุนที่จะหมุนไปมา เพื่อให้เชื้อเหล่านั้นได้ทำการเปลี่ยนเอาสารต่างๆ ไปได้เร็วขึ้นนั่นเอง

จะเห็นได้ว่า การบำบัดน้ำเสียนั้นมีความจำเป็นต่อระบบนิเวศเป็นอย่างมาก ดังนั้น จึงควรทำการบำบัดเอาส่วนสกปรก ออกไปจากน้ำที่จะปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาตินั่นเองครับ

สารที่ต้องระวังในเครื่องสำอาง

คราวก่อนเราพูดถึงสารเคมีที่พบเห็นได้บ่อยในเครื่องสำอางกันไปแล้ว ซึ่งทำให้เราได้รู้กันว่า ภายในเครื่องสำอางประเภทต่างๆ ที่เราใช้งานกันอยู่ทุกวันนั้น มีสารเคมีอะไรอยู่บ้าง ดังนั้นวันนี้เราจะมาพูดสารที่ให้โทษต่อร่างกายได้ ซึ่งเจ้าสารประเภทนี้ผู้ผลิตเครื่องสำอางที่ไร้จิตสำนึก มักจะผสมลงไปในเครื่องสำอางเพื่อลดต้นทุนนั่นเอง ส่วนสารเคมีในเครื่องสำอางที่ควรหลีกเลี่ยงนั้น มีดังต่อไปนี้

1. สารกันเสียประเภทพาราเบน (Paraben Preservatives)มีหน้าที่ช่วยให้เครื่องสำอางนั้นไม่เน่าเสียได้ง่าย ส่วนมากพบเห็นได้ในยาสระผม ครีมนวด ครีมบำรุงผิวประเภทต่างๆ พิษร้ายของสารเคมีตัวนี้คือสามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีมาก และเป็นสารที่ทำให้เกิดมะเร็งเต้านมในผู้หญิงนั่นเอง

2. โพลีเอธิลีนไกลคอล (Polyethylene Glycol หรือ PEG)เป็นสารที่ช่วยให้เครื่องสำอางประเภทเนื้อครีมต่างๆ นั้นข้นมากขึ้น แต่ข้อเสียคือทำลายไขมันของผิวหนัง ทำให้ผิวนั้นแห้งเสียได้ง่ายมากๆ
3. โซเดียมลอริลซัลเฟต (Sodium Lauryl Sulfate หรือ SLS) เป็นสารสังเคราะห์ชนิดหนึ่งที่ได้รับการใช้ในเครื่องสำอางประเภทครีมอาบน้ำ แชมพู ยาสีฟัน ข้อเสียคือมีการซึมผ่านผิวหนังได้อย่างรวดเร็วและให้โทษต่อปอด หัวใจ ตับ และเป็นสารที่อาจก่อให้เกิดมะเร็งได้อีกตัวหนึ่ง

4. ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ (Isopropyl Alcohol) เป็นสารที่ทำหน้าที่เป็นตัวทำละลายในเครื่องสำอาง พบในผลิตภัณฑ์ประเภทต่างๆ เช่น ครีมบำรุงผิว ซึ่งเมื่อได้รับสารนี้เข้าไปมากๆ จะทำให้ผิวนั้นเกิดการแพ้ และระคายเคืองได้

5. ขี้ผึ้งหรือแวกซ์เหลวที่เหลือจากการกลั่นปิโตรเลียม (Mineral Oil) เป็นสารที่ได้จากกระบวนการกลั่นปิโตรเลียม พบเห็นได้บ่อยในเครื่องสำอางประเภทลิปสติก ซึ่งถ้าหากรับเข้าสู่ร่างกายเป็นจำนวนมาก จะทำให้ผิวนั้นเกิดความเสียหาย เป็นผื่น อักเสบ

6. สีสังเคราะห์ (Synthetic Colors) เป็นสารที่ทำให้เครื่องสำอางมีสีสันสวยงาม ซึ่งผู้ผลิตที่ต้องการลดต้นทุนอาจจะผสมสีย้อมผ้าที่ไม่เป็นผลดีต่อร่างกายของมนุษย์เข้าไปด้วย ซึ่งเจ้าสีที่ว่านี้ดันมีคุณสมบัติในการซึมผ่านชั้นผิวหนังของมนุษย์ได้ จึงทำให้เป็นสารที่สามารถก่อมะเร็งได้ในมนุษย์

7. น้ำหอมสังเคราะห์ (Synthetic Fragrances) เป็นน้ำหอมที่เกิดจากกระบวนการทางเคมี มีราคาถูก ดังนั้นจึงมักจะได้รับการผสมเขจ้ากับน้ำหอม เพื่อลดต้นทุนในการผลิต ผลเสียต่อร่างกายของมนุษย์ที่เห็นได้ชัดเจนเลยก็คือ การทำให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะ อาเจียน ไอ ผิวหนังอักเสบ เป็นผื่น

ที่กล่าวไปแล้วเป็นสารอันตรายที่มักจะเจือปนมาในเครื่องสำอางเพื่อลดต้นทุน ดังนั้นใครที่ใช้เครื่องสำอาง ไม่ควรเลือกประเภทที่มีราคาถูกมากจนเกินไป ซึ่งสันนิษฐานไว้ก่อนได้เลยว่ามีสารเคมีอันตรายเจือปนอยู่

สารเคมีในเครื่องสำอาง 2

ตอนที่แล้วเราพูดถึงสารเคมี 7 แรกกันไปแล้ว ต่อไปจะเป็นอีก 7 สารเคมีที่พบเห็นได้บ่อยในสารเคมีที่วางขายกันอยู่ทุกวันนี้ ส่วนจะมีสารอะไรบ้างนั้น เราไปดูกันได้เลยครับ

1. Phenoxyethanol เป็นสารที่มีกลิ่นหอมจางๆ ลักษณะคล้ายน้ำมันเหลว คุณสมบัติของมันคือทำให้น้ำหอมคงตัว นอกจากนั้นยังมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อโรค ดังนั้นจึงถูกนำมาใช้ในเครื่องสำอางประเภทฆ่าเชื้อ และมีน้ำหอมผสมอย่าง พวก เกลือสปา เกลืออาบน้ำ แป้งแต้งหน้า มูฟเวอร์ และแชมพู เป็นต้น โดยการนำมาใช้งานนั้นจำเป็นต้องเจอจางในปริมาณร้อยละ 2.2 ก่อน เพราหากไม่เจือจางจะก่อให้เกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง

2. Parafinum Liquidum หรือ Mineral Oil เป็นน้ำมันที่ได้จากกระบวนการกลั่นปิโตรเลียม มีลักษณะเป็นของเหลวใส ไม่มีสี หรือกลิ่น ดังนั้นจึงมักถูกนำมาใช้เป็นสารหล่อลื่นในเครื่องสำอางประเภทโลชั่น ครีม มอยส์เจอไรเซอร์ต่างๆ และหากใช้ในผิวแห้ง ตัวของสารจะช่วยทำให้ผิวหน้านั้นดูมีความมันวาว ชุ่มชื้น ดูมีสุขภาพผิวที่ดีมากขึ้น

3. Xantan Gumเป็นสารที่ได้จากการหมักคาร์โบไฮเดรต มีคุณสมบัติเป็นสาร อิมัลชั่น ซึ่งช่วยเชื่อมน้ำกับน้ำมันเข้าด้วยกัน

4. Parabens เป็นสารที่พบเห็นได้บ่อยในการนำมาใช้กับเครื่องสำอาง เนื่องจากมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อประเภทต่างๆ โดยเฉพาะสารจุลชีวะ นอกจากนั้นยังสามารถละลายน้ำและคงรูปได้ดีในค่าที่มีความเป็นกรดหรือด่างด้วย ดังนั้นจึงมักถูกนำไปใช้ในเครื่องสำอางประเภททำความสะอาดผิวต่างๆ โลชั่น มอยส์เจอไรเซอร์

5. Polysorbate เป็นสารที่ทำหน้าที่ผสมน้ำเข้ากับน้ำมันหอมระเหย เป็นสารที่ไม่มีความเป็นพิษในตัวของมันเอง แต่ถ้าได้รับการผสมเข้ากับสารประเภท Dioxane นั้นจะทำให้เกิดอาการแพ้ และอาจเป็นสารที่ทำให้เกิดเซลล์มะเร็งได้

6. Sodium Chloride หรือที่รู้จักกันดีในนามของเกลือทะเล เป็นสารที่ได้รับการใช้งาน ในโทนเนอร์ ครีมอาบน้ำ น้ายาบ้วนปาก เกลือหอม อายครีม เนื่องจากมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อและประสาทเซลล์ผิวเนื้อได้ ในการใช้งานนั้นให้ใช้แค่ปริมาณที่เจือจาง ซึ่งถ้าหากใช้เกินกว่ามาตรฐานที่กำหนดจะทำให้เกิดการแพ้ได้

7. Sodium Hydroxide เป็นส่วนผสมหลักของน้ำยายืดผม แชมพู สบู่เหลวบางประเภท แต่ต่อมาได้รับการวิจัยแล้วพบว่าอาจจะส่งผลเสียต่อมนุษย์และเป็นสารที่ก่อให้เกิดอาการผิวหนังอักเสบได้ ดังนั้นปัจจุบันจึงมีการรณรงค์ให้เลิกใช้สารประเภทนี้ในเครื่องสำอางกว่าร้อยละ 10 แล้ว

จะเห็นได้ว่า ความรู้เรื่องสารเคมีต่างๆ ในการเครื่องสำอางที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้นั้น จะช่วยให้เรามีความรู้ ในการเลือกซื้อเครื่องสำอางต่างๆ ที่ไม่เป็นโทษต่อร่างกายได้นั่นเองครับ

เคมียับยั้งการลอกคราบ

เคมียับยั้งการลอกคราบ เป็นสารเคมีที่ค่อนข้างจะต่างไปการสารเคมีกำจัดแมลงมากเนื่องจากว่าเป็นการควบคุมการกำเนิดของแมลงได้โดยตรง ในขณะที่สารเคมีกำจัดแมลงนั้นจะเน้นทีการกำจัดที่ตัวของแมลงมากกว่า หลักการทำงานง่ายๆ ของเคมียับยั้งการลอกคราบ คือ ระงับการสร้างไคติน ที่เป็นส่วนสำคัญในการสร้างผนังลำตัวของหนอน หรือตัวอ่อนของแมลงชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ยุง แมลงสาบ เห็บ หมัด เป็นต้น สำหรับการใช้งานเคมีภัณฑ์ประเภทนี้นั้นมีดังต่อไปนี้

1. หาซื้อผลิตภัณฑ์ยับยั้งการลอกคราบ โดยสั่งซื้อกับทางตัวแทนจำหน่ายเท่านั้น เนื่องจากว่าไม่มีขายตามร้านเคมีภัณฑ์ทั่วไปนั่นเอง สำหรับถังฉีดพ่นให้หาซื้อตามร้านเครื่องมือเกษตร

2. ผสมน้ำยาเข้ากับน้ำสะอาด ในอัตราส่วน 30-40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร สำหรับการฆ่าตัวอ่อนของยุง และ 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร สำหรับการกำจัดตัวอ่อนแมลงชนิดอื่นๆ เมื่อได้น้ำยาเคมีแล้ว ให้ทำการฉีดพ่นน้ำยาที่ผสมได้ ในพื้นที่ต่างๆ ดังนี้

บริเวณห้องน้ำ หรือส่วนที่มีน้ำขัวทั่วบ้าน ซึ่งจะเป็นที่อยู่ของลูกน้ำยุงลายนั่นเอง ให้พ่นน้ำยาลงในบริเวณที่มีลูกน้ำยุงลายเยอะ หรือมีการแพร่ระบาดของยุงเยอะมาก เป็นต้นว่า โอ่งน้ำ ถังน้ำ แอ่งน้ำที่มีน้ำขัง

ห้องเก็บของเน้นไปที่การทำลายตัวอ่อนของแมลงจำพวกแมลงสาบ เห็บ หมัด การฉีดก็ไม่ต่างจากตอนที่กำจัดตัวที่โตแล้วเท่าไหร่นักครับ คือเน้นฉีดตามซอกตามหลืบที่คาดว่าจะเป็นรัง หรือเป็นจุดที่วางไข่ของแมลงชนิดนั้นๆ

ห้องครัว จะเป็นการเน้นที่ภาชนะต่างๆ เพราะจะเป็นส่วนที่แมลงสาบ แมลงวัน ชอบไปไข่ใส่นั่นเอง

นอกบ้านหากเป็นบริเวณที่มีน้ำขัง ควรเพิ่มความเข้มข้นของน้ำยาเข้าไปอีก 1 ส่วน และถ้าเป็นไปได้ก็ให้ทำลายส่วนที่เป็นน้ำขังทิ้ง เพื่อที่ว่ายุงจะได้ไม่อาศัยมาวางไข่อีกต่อไป และลูกน้ำยุงลายที่อาศัยในแอ่งน้ำขังก็จะตาย

บริเวณสนามหญ้า พงหญ้า กองไม้ กรงสัตว์เลี้ยงหรือห้องเก็บของที่อยู่นอกตัวบ้าน เนื่องจากสามารถเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของพวกแมลงร้ายต่างๆได้นั่นเอง

ฉีดพ่นน้ำยาเป็นประจำ 5-7 วัน หรือจนกว่าการระบาดจะหายไป

3. เมื่อฉีดพ่นน้ำยาเสร็จแล้วควร ทำความสะอาดร่างกายด้วยการอาบน้ำ ฟอกสบู่ โดยเฉพาะส่วนที่สัมผัสกับน้ำยาเคมีโดยตรง

สารออกฤทธิ์ในน้ำยายังยั้งการลอกคราบนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นสารประเภท สารออกฤทธิ์ ไดฟูเบนซูรอน 25% WP ( difubenzuron 25% WP ซึ่งมีประสิทธิภาพในการทำลายการสร้างปล้องลำตัวของตัวอ่อนแมลงได้โดยตรง ซึ่งน้ำยาประเภทนี้นั้นอาจจะไม่มีขายตามร้านเคมีภัณฑ์ทั่วไป เนื่องจากเป็นน้ำยาเทคนิคที่เฉพาะ แต่ก็สามารถสั่งซื้อกับตัวแทนจำหน่ายเจ้าต่างๆ ทางเว็บไซต์ได้โดยตรงครับ

หน้าแรก  จาระบีอุตสาหกรรม  น้ำมันอุตสาหกรรม  สเปรย์อุตสาหกรรม  น้ำยาเคมีอุตสาหกรรม  การชำระเงิน   การจัดส่ง   บทความ   เกี่ยวกับบริษัท  ติดต่อสอบถาม

กระทรวงอุตสาหกรรม  กระทรวงพลังงาน  การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย  กระทรวงสาธารณสุข  สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม  ISO
Copyrights © -2018. Powered by Wordpress. Theme by Mafiashare.net  sitemap