น้ำแข็งแห้ง

น้ำแข็งแห้ง เป็นผลผลิตที่ได้จากการนำเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มาทำให้เย็นลงภายใต้แรงอัดที่สูงมาก จากนั้นนำไปลดอุณหภูมิลงอย่างรวดเร็วด้ายการพ่นคาร์บอนไดออกไซด์เหลวที่ว่านี้ไปในความดันของบรรยากาศ จนกลายเป็นเกล็ดสีขาวๆ ที่เรียกกันว่าน้ำแข็งแห้ง จากนั้นจึงนำไปอัดเป็นรูปต่างๆ ตามแต่ต้องการนั่นเอง

การใช้งาน น้ำแข็งแห้งนั้นมักจะนิยมนำไปใช้งานในรูปแบบของอุตสาหกรรมประเภทการผลิตนม ไอศกรีม เบเกอรี่ ไส้กรอก เนื้อสัตว์ การถนอมอาหารประเภทต่างๆ เนื่องจากเป็นน้ำแข็งที่ให้ความเย็นได้มากกว่าน้ำแข็งธรรมดาถึง 2-3 เท่า โดยน้ำแข็งแห้งนั้นจะมีอุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ -79 องศาเซลเซียส ในขณะที่น้ำแข็งธรรมดาทั่วไปนั้น มีอุณหภูมิอยู่ที่ 0 องศาเซลเซียสเท่านั้นเอง นอกจากอุตสาหกรรมประเภทอาหารแล้ว น้ำแข็งแห้งยังถูกใช่ในการทำความสะอาด หรือการหล่อเย็นเครื่องจักรบางประเภท เพราะความในตัวของมันนั่นเอง

ประโยชน์ของน้ำแข็งแห้ง
สามารถใช้งานได้ในอุตสาหกรรมประเภทที่เกี่ยวข้องกับการทำไอศกรีม การทำนม เบเกอรี

ใช้ในการถนอมอาหารประเภทต่างๆ เพื่อคงความสดของอาหารนั้นเอาไว้ เช่น เนื้อสัตว์ ผักสด หรืออาหารต่างๆ ที่แปรรูปจากทั้งเนื้อสัตว์และผักสด รวมไปถึงวัตถุดิบอื่นๆ ที่ใช้ในการประกอบอาหารได้อีกด้วย

ใช้ในการเก็บรักษาอาหาร(ที่ทำเสร็จแล้ว) ที่สำหรับการเสิร์ฟบนเครื่องบิน เนื่องจากสามารถเก็บรักษาอาหารที่ปรุงเสร็จแล้วไม่ให้เสียหายได้ง่าย

สามารถช่วยในการทำความสะอาดเครื่องจักรบางประเภท เช่น เครื่องพิมพ์ขนาดใหญ่ เป็นต้น

สามารถช่วยในการบดวัตถุบางชนิดที่แตกยากได้

เป็นตัวสร้างหมอกควัน ในการแสดงทางด้านความบันเทิงบนเวที เช่น คอนเสิร์ต ละครเวที หมอกควันจากน้ำแข็งแห้งจะช่วยเพิ่มอรรถรสให้กับโชว์ได้เป็นอย่างดี

โทษของน้ำแข็งแห้ง
เนื่องจากมีค่าความเย็นที่เกินกว่าน้ำแข็งทั่วไป ทำให้น้ำแข็งแห้งนั้นมีฤทธิ์กัดกร่อนผิวหนัง หากจับต้องโดยไม่ระมัดระวังอาจทำให้เกิดอาการ น้ำแข็งกัด หรือ Frost bite ได้ง่าย อาการชนิดนี้หากเกิดขึ้นแล้ว จะทำให้ผิวหนังนั้นได้รับความเสียหาย เป็นแผล และอักเสบได้ง่าย

หากได้รับการเก็บรักษาไว้ในภาชนะ หรือสถานที่ที่ปิดสนิท ไม่มีทางระบายอากาศ สิ่งที่จะเกิดตามมาก็คือการระเบิดของน้ำแข็งแห้ง เนื่องจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในน้ำแข็งแห้ง จะระเหิดตัวออกมาสะสมกันไว้มากๆ หากไม่มีที่ระบาย แรงอัดก็จะเพิ่มจนสามารถกลายเป็นระเบิดได้ง่ายๆ

เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินอาหาร หารับประทานเข้าไป เนื่องจากความเย็นจัดของก้อนน้ำแข็งแห้ง

จะเห็นได้ว่า แม้น้ำแข็งแห้งนั้นเป็นสารที่สามารถช่วยเพิ่มความเย็นกับอุตสาหกรรม หรือการเก็บรักษา ถนอมอาหารได้แล้ว ยังมีส่วนที่เป็นโทษกับร่างกายของมนุษย์อีกด้วย ทั้งนี้ก็เพราะว่าน้ำแข็งแห้งนั้นเป็นสารที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นมาจากกระบวนการทางเคมีนั่นเอง ดังนั้นการใช้งานจึงควรเต็มไปด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างมาก

อันตรายจากสารทำให้ผิวขาว

ในผิวหนังของคนเรานั้นมีสารที่ใช้การช่วยสร้างเม็ดสี ได้แก่ เมลานีน ที่อยู่ใต้ชั้นผิวหนัง ซึ่งเมลานีนนี้เป็นตัวกำหนดว่า ใครคนไหนจะมีสีแบบไหน โดยมากมักขึ้นอยู่กับกรรมพันธุ์และเผ่าพันธุ์ของบุคคลนั้นๆ แต่ทุกวันนี้นั้นเรื่องของการอยากมีผิวขาวได้กลายเป็นแฟชั่น ที่ทำให้ใครหลายๆ คนไม่พอใจสีผิวของตนเองที่อาจจะคล้ำหรือเหลืองเกินไป จึงมีการคิดค้นเครื่องสำอางที่ช่วยในการทำให้ผิวขาวขึ้นมามากมายหลายประเภท ซึ่งสารเคมีที่ใช้ในการทำเครื่องสำอางช่วยให้ผิวขาวนั้น แบ่งเป็นกลุ่มๆ ได้ดังต่อไปนี้

1. สารฟอกสี (Bleaching Agents) ได้แก่ ไฮโดรควินิน โมโนเบนโซน และ ปรอทแอมโมเนีย ทั้งหมดนี้ปัจจุบันเป็นสารต้องห้ามใช้ในเครื่องสำอาง เนื่องจากให้โทษกับผิวหนัง ทำให้ผิวหนังเกิดความเสียหายรวมถึงส่งผลเสียต่อระบบต่างๆ ได้อย่างถาวร เช่น ไฮโดรควินินนั้น หากใช้ติดต่อกันจะทำให้เกิดฝ้าถาวร , โมโนเบนโซน จะทำให้เกิดความผิดปกติกับผิวหนัง และทำให้ผิวหนังนั้นเป็นรอยด่างขาว ส่วนปรอทและแอมโมเนีย มีผลเสียต่อตับ

2. สารทำให้ผิวขาว (Whitening Agents) ได้แก่ อาร์บิวติน กรดโคจิด และ แอสคอร์บิกแมกนีเซียมฟอสเฟต สารดังกล่าวยังไม่มีประกาศควบคุมโดยเฉพาะ อาร์บิวติน เป็นไฮโดรควิโนน ไกลโคไซด์ ซึ่งพบเห็นได้บ่อยในเครื่องสำอางยุคนี้ สาเหตุที่ได้รับความนิยมก็เพราะว่าเป็นสารเคมีกลุ่มที่ปลอดภัยมากกว่าสารฟอกสี และไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงมากเท่ากับกลุ่มของสารฟอกสี แต่อย่างไรก็ตามการผลิตเครื่องสำอางของกลุ่มสารทำให้ผิวขาว ต้องได้รับการควบคุมเป็นพิเศษ

3. สารปกคลุมผิว (Covering Agents) เป็นส่วนที่ช่วยเสริมความขาว โดยการปกคลุมผิวหนัง แต่ไม่ได้ช่วยให้ผิวขาวโดยตรง ดังนั้นเมื่อล้างออกแล้ว สีผิวจะกลับคืนสู่เม็ดสีแบบเดิมทันที โดยสารประเภทนี้ได้แก่ ทิตาเนียมไดออกไซด์ ซิงค์ออกไซด์ ทัลคัม บิสมัสซับไนเตรต และคาโอลิน พิกเมนต์ ซึ่งมักเป็นส่วนผสมของครีมกันแดดนั่นเอง

4. เอเอชเอ หรือ อลฟาไฮดรอกซีแอซิด หรือกรดผลไม้ เป็นสารที่ช่วยชำระล้างผิวหนังส่วนที่ตายออก และเร่งการเสริมสร้างเซลล์ผิวใหม่ ซึ่งจะช่วยให้ผิวหนังนั้นดูเหมือนว่าจะขาวขึ้น ดูนวลเนียนอ่อนกว่าวัย แต่อย่างไรก็ตาม สารประเภทนี้มักจะทำให้ผิวนั้นไวต่อรังสีอุลตร้าไวโอเลต ดังนั้นจึงควรใช้ร่วมกันกับครีมกันแดดครับ

จะเห็นได้ว่า เครื่องสำอางประเภทขัดฟอกสีผิวนั้น เป็นสารอันตรายอย่างยิ่ง เนื่องจากจะสามารถทำให้เกิดผลเสียต่อสภาวะผิวได้มากมาน อย่างไรก็ตามการใช้เครื่องสำอางในกลุ่มอื่นนั้น ก็ต้องมีการปฏิบัติตามคำแนะนำของเครื่องสำอางประเภทนั้นๆ กันด้วยนะครับ

พิษภัยจากแบตเตอรี่

ปัจจุบันนี้ อุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ต่างๆ หากไม่ใช้พลังงานจากไฟฟ้า ก็ต้องใช้พลังงานจากถ่าน หรือแบตเตอรี่ ซึ่งนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ตั้งแต่ของขนาดเล็กๆ เช่นไฟฉาย นาฬิกาข้อมือ ไปจนถึงของใหญ่ๆ จำพวกเครื่องมือสื่อสารต่างๆ รถยนต์ แต่ใครจะรู้ว่า ภายในแบตเตอรี่เหล่านี้แม้ว่าจะสามารถให้พลังงานกับเครื่องมือของเราได้แต่ก็มีโทษ หรือพิษภัยกับร่างกายของเราได้เช่นกัน สำหรับโทษภัยของสารเคมีที่ใช้ในการกำเนิดพลังงานในแบตเตอรี่นั้น มีดังต่อไปนี้

1. มักจะทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยอย่างเรื้อรัง ต่อระบบต่างๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น ระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินอาหาร หากได้รับเอาสารพิษจำพวก สารตะกั่ว สารแมงกานีส สารแคดเมียม สารนิเกิล สารปรอท หรือกรดซัลฟิวริกเข้าสู่ร่างกาย อาจจะโดยการสูดเข้าไป หรือการปนเปื้อนผ่านทางอาหาร อาการแบบนี้มักพบในคนงานของโรงงานผลิตแบตเตอรี่

2. ในกรณีที่มีการทิ้งแบตเตอรี่ที่เสียหาย หรือไม่ได้รับการใช้งานอย่างไม่ถูกวิธี จะทำให้พิษที่สะสมอยู่ในแหล่งกำเนิดพลังงานของแบตเตอรี่นั้นไหลซึมลงสู่ดิน และอาจปนเปื้อนไปยังพืชผัก แม่น้ำ ลำคลอง รวมไปถึงผู้คน และสัตว์ต่างๆ ได้อีกด้วย อาการเจ็บป่วยที่จะตามมาคือ อาการเจ็บป่วยเรื้อรังจากสารโลหะหนักต่างๆ ที่อยู่ในแบตเตอรี่

3. หากมีการเผาทำลายแบตเตอรี่ อาจจะทำให้สารพิษนั้นกระจายเข้าสู่อากาศ โดยทางควัน ซึ่งทั้งคนและสัตว์จะได้รับสารพิษผ่านทางระบบหายใจโดยการสูดเอาควันพิษเข้าไป อาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นจึงมักจะเป็นอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ที่ร้ายแรงอาจเป็นมะเร็งและอาจถึงตายได้หากสูดเข้าไปมากเกินไป

ข้อแนะนำในสำหรับผู้ที่ใช้งานแบตเตอรี่
1. แบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพเหลือแต่กาก ไม่ควรนำกลับมาประจุไฟใช้งานใหม่
2. ไม่ควรทิ้งถ่าน หรือแบตเตอรี่ที่ใช้งานแล้วจนเหลือแต่กาก ลงสู่แม่น้ำ ลำคลอง หรือแหล่งน้ำเป็นอันขาด
3. ไม่ควรนำกากแบตเตอรี่ หรือ ถ่านที่ไม่สามารถใช้งานได้แล้วไปเผาไฟ หรือทำลายด้วยความร้อนเป็นอันขาด
4. ไม่ควรสัมผัสกับกากแบตเตอรี่ หรือถ่านที่ใช้แล้วโดยตรงเด็ดขาด หากจำเป็นควรสวมถุงมือในการป้องกัน
5. แยกประเภทของกากแบตเตอรี่ หรือถ่านที่ไม่ใช้งานแล้วให้อยู่ในหมวดหมู่ “ขยะเคมี” โดยเฉพาะ และกำหนดการฝัง หรือทำลายอย่างถูกหลัก
6. ในระหว่างการฝังหรือทำลาย ควรสวมเครื่องมือป้องกันเช่น หน้ากาก ถุงมือด้วยทุกครั้ง

จะเห็นได้ว่า แบตเตอรี่นั้นมีส่วนที่เป็นสารเคมี ซึ่งจะเป็นตัวกำเนิดพลังงานอยู่ ซึ่งสารเคมีเหล่านี้เองที่เป็นส่วนการสร้างสารพิษให้กับสิ่งแวดล้อมและสามารถตกค้างเข้าสู่ร่างกายของทั้งคนและสัตว์ได้ง่าย ดังนั้น ควรที่จะต้องหาวิธีการทำลายอย่างถูกต้อง รวมไปถึงระมัดระวังทั้งในการใช้งานและการทำลายด้วยครับ

ออร์กาโนคลอรีน

ออร์กาโนคลอรีน นั้นเป็นสารประกอบที่มีไฮโดรเจน คาร์บอน และคลอรีนเป็นส่วนประกอบหลัก โดยเรียกสารประกอบชนิดนี้อีกอย่างหนึ่งว่า คลอริเนเตตไฮโดรคาร์บอน (Chlorinated Hydrocarbons) เป็นสารพิษที่มักเจือปนมากับสินค้าทางการเกษตร เช่น ผัก เนื้อสัตว์ เนื่องจากเป็นสารพิษที่มาจากยาฆ่าแมลง และมีอัตราการตกค้างในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมสูงมาก โดยเฉพาะในหมู วัว และเนื้อสัตว์อื่นๆ ที่มนุษย์นิยมบริโภคนั่นเอง

สารพิษชนิดนี้นั้นแท้จริงแล้วมักจะไม่มีอาการอันตรายเกิดขึ้นเฉียบพลันมากนัก แต่การออกฤทธิ์นั้นจะเป็นไปในลักษณะของการสะสมอยู่ในอวัยวะต่างๆ มากกว่า เนื่องจากว่าสารประเภทนี้มีคุณสมบัติที่สลายตัวได้ยาก สามารถสะสมได้สูงในสิ่งแวดล้อม เมื่อคนเราได้รับสารประเภทนี้เข้าไปสะสมในร่างกายเป็นระยะเวลานาน มักจะมีอาการผิดปกติเช่น การเคลื่อนไหวที่ไม่ประสาทกันของร่างกาย ซึ่งเกิดจากการที่สารออกฤทธิ์นั้นไปควบคุมหรือทำลายประสาทสั่งการ และเส้นประสาทรับความรู้สึก ตามมาด้วยอาการสั่น เนื่องจากว่าสารพิษนั้นได้ทำลายระบบประสาทของผู้ที่ได้รับสารประเภทนี้เข้าไป นอกจากนั้นจะมีอาการตัวเขียวคล้ำคลื่นไส้ อาเจียน น้ำหนักลด เหน็ดเหนื่อยเมื่อล้า รวมไปถึงอาการชัก และในระยะยาวอาจจะเกิดเป็นมะเร็งได้

สำหรับการแก้พิษเบื้องต้นเมื่อได้รับสารนี้เข้าไปนั้น มีดังต่อไปนี้

1. นำผู้ป่วยไปยังบริเวณที่มีอัตราการถ่ายเทของอากาศสูง หรือพื้นที่มีอากาศบริสุทธิ์ เพื่อกระตุ้นให้ผู้ป่วยนั้นสูดลมหายใจเอาก๊าซออกซิเจนเข้าไปหมุนเวียนในระบบหายใจ ในกรณีที่เป็นการสัมผัสสารพิษโดยตรง หรือเข้าตา ให้ล้างออกด้วยน้ำสะอาดจำนวนมากๆ

2. หากเป็นการได้รับสารพิษเข้าโดยตรงโดยการกิน ให้ทำการล้างท้องโดยด่าน โดยใช้สารที่ลดการดูดซึมของสารพิษในลำไส้เล็ก เช่น น้ำมัน Mineral Oil และโซเดียมซัลเฟต ( Sodium Sulfate) แต่ถ้าหากมีอาการหนักมาควรรีบนำตัวส่งแพทย์ผู้มีความเชี่ยวชาญทันที

3. การป้องกันนั้น ควรมีการสวมเสื้อผ้าและเครื่องป้องกัน ในกรณีที่ใช้สารพิษประเภทนี้ในการกำจัดแมลง หรือศัตรูพืช วัชพืชต่างๆ และเครื่องป้องกันนั้นควรมีมาตรฐาน ที่สามารถป้องกันการไหลซึมของสารพิษได้สูง

4. เกษตรกรที่ใช้งานสารพิษชนิดนี้ ควรอ่านฉลาก วิธีใช้ และปฏิบัติตามคำแนะนำนั้นอย่างเคร่งครัด รวมไปถึงการศึกษาหาความรู้เช่น สิ่งแวดล้อม การตกค้าง และวิธีเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ผ่านการใช้งานสารเคมีชนิดนี้อย่างละเอียด โดยการเก็บเกี่ยวควรหลีกเลี่ยงระยะเวลาการตกค้างของสารพิษ เนื่องจากเป็นผลเสียต่อผู้บริโภคนั่นเองครับ

สำหรับสารพิษประเภทนี้ ที่พบเห็นได้บ่อย ก็เช่น ยาฆ่าแมลง ดีดีที (ปัจจุบันเลิกใช้ไปแล้ว) และยาฆ่าแมลงที่มีสูตร หรือส่วนผสมที่มีความคล้ายคลึงกัน , กลุ่มเฮกซาคลอโรไซโคลเฮกเซน กลุ่มทอกซาฟิน, อัลดรีน , ดีนดริล เป็นต้น

ก๊าซมีพิษ 2

ตอนที่แล้วเรากล่าวถึงก๊าซมีพิษที่พบเห็นได้บ่อยและเป็นอันตรายต่อระบบการทำงานของร่างกายมนุษย์ หากได้รับก๊าซพิษเหล่านั้นเข้าไปแล้ว คราวนี้เราจะมาพูดถึงก๊าซพิษที่เหลืออีก ที่มีความอันตรายไม่แพ้กับ 4 ชนิดที่กล่าวไปแล้วเลยกล่าวคือจะทำให้ร่างกายมนุษย์นั้นเกิดการทำงานที่ผิดปกติต่างๆ ไปจนกระทั่งถึงตายได้ สำหรับก๊าซพิษที่เป็นอันตายต่อชีวิตของมนุษย์ที่เหลือนั้น มีดังต่อไปนี้ครับ

1. ก๊าซที่ใช้ในการสงคราม เป็นก๊าซพิษที่สามารถออกฤทธิ์กับระบบประสาท ทำให้ร่างกายเกิดอาการผิดปกติจากหลอดเลือดที่ตีบลง ชัก รวมไปถึงอาการล้มเหลวของระบบหัวใจ ซึ่งก๊าซพิษชนิดนี้ที่พบเห็นได้บ่อยคือ สารประกอบประเภท ออกาโนฟอสเฟต เช่น o-isopropyl methyl phosphorofluoridate (Sarin) และ o-1, 2, 2-trimethylpropyl methyl phosphorofluoridate (Soman) เป็นต้น สำหรับการแก้ขเบื้องต้น คือใช้น้ำจำนวนมากล้างที่ผิวหนังบริเวณที๋โดนก๊าซพิษประเภทนี้เข้าไป และให้ฉีดยาแก้พิษ เช่น อะโทรปีนซัลเฟต โดยฉีดครั้งแรกประมาณ 2-4 มิลลิกรัม เข้ากล้ามเนื้อหรือเส้นโลหิต และฉีดอีก 2-4 มิลลิกรัม ทุกๆ 30-60 นาที จนกว่าคนไข้จะมีอาการดีขึ้น ในรายที่โดนเข้าไปหนักให้ใช้ ทู-แพม (2-Pam) ด้วย โดยฉีด 1 กรัมผสมน้ำเกลือ โดยกะให้ระยะเวลาเดินยาช้ามาก

2. ก๊าซแอมโมเนีย เป็นก๊าซอีกประเภทหนึ่ง ที่มีการรู้จักกันดีเนื่องจากเป็นก๊าซที่ใช้ในการแพทย์ ปกติมักนำมาใช้แก้ไขอาการวิงเวียนหรือหมดสติ โดยให้ผู้ป่วยดมในปริมาณที่เล็กน้อย แต่ถ้าได้รับเข้าไปมากกว่าปริมาณที่กำหนด จะทำให้จาม แสบคอ มีน้ำมูก และอาจถึงตายได้หากได้รับเข้าไปในปริมาณมาก ปัจจุบันยาแก้พิษของก๊าซแอมโมเนียนั้นยังไม่มียาที่สามารถแก้พิษได้เฉพาะ

3. ก๊าซคลอรีน เป็นอีกประเภทหนึ่งที่มีการนำมาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม เช่น การฟอกหนัง ฟอกสีวัสดุ นอกจากนั้นยังถูกนำมาใช้ในการฆ่าเชื้อโรคในน้ำประปา และถูกใช้ในการสงครามอีกด้วย เป็นพิษต่อร่างกายคือ จะทำให้ระบบทางเดินหายใจผิดปกติ รวมไปถึงมีฤทธิ์กัดกร่อนเนื้อเยื่อได้อีกด้วย ปัจจุบันก็ยังไม่มียาที่ใช้แก้พิษโดยเฉพาะ

4. ก๊าซน้ำตา หรือก๊าซประเภท คลอโรอะซิโตฟีโนน ซึ่งเป็นพิษต่อระบบประสาท หากได้รับเข้าไปในร่างกายจะทำให้แสบตา และหากได้รับมากเกินกว่ามาตรฐานอาจทำให้เกิดอาการปอดบวม และถึงตายได้ในที่สุด

สำหรับก๊าซหลายประเภทนั้น หากนำมาใช้งานอย่างถูกวิธี มีแต่จะเกิดประโยชน์ แต่ถ้าหากนำมาใช้งานผิดประเภท นอกจากจะเป็นผงเสียต่อร่างกายเราแล้ว ยังทำให้อากาศรอบๆ ตัวนั้นเกิดความเป็นพาได้อีกด้วยครับ ดังนั้นขณะที่ใช้งานก๊าซเหล่านี้ ควรระมัดระวังเป็นอย่างสูง

ก๊าซมีพิษ ตอนที่ 1

ก๊าซพิษนั้นถือได้ว่าเป็นอันตรายต่อร่างกายอย่างมาก เนื่องจากการออกฤทธิ์ของมันนั้น สามารถที่จะทำให้ร่างกายทำงานได้อย่างผิดปกติ ต่ออวัยวะสำคัญของร่างกาย เช่น หลอดเลือด หัวใจ เม็ดเลือด รวมถึงเส้นประสาทต่างๆ อีกด้วย ดังนั้นวันนี้เราจะมาแนะนำก๊าซมีพิษที่ควรจำหลีกเลี่ยง หรือรู้จักเอาไว้กันครับ เนื่องจากเป็นก๊าซพิษที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั้งทางด้านการเกษตร การอุตสาหกรรม รวมไปถึงใช้ในการสงครามอีกด้วย

1. ก๊าซคาร์บอนมอนน็อกไซด์ เป็นก๊าซพิษที่พบเห็นได้บ่อย โดยเฉพาะตามท้องถนน เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของสสาร กล่าวคือมีออกซิเจนสำหรับการเผาไหม้ที่ไม่เพียงพอ ดังนั้นจึงทำให้เกิดก๊าซชนิดนี้ขึ้น ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว จะส่งผลให้เกิดความเป็นพิษอย่างรุนแรง โดยงานวิจัยของหลายสถาบันระบุว่า ถ้าหากมีก๊าซชนิดนี้อยู่ในอากาศเพียงแค่ 0.35 เปอร์เซ็นต์ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้ที่สูดเอามันเข้าไปถึงตายได้

2. ก๊าซไฮโดรเจนไซยาไนด์ (Hydrogen cyanide) หรือกรดไฮโดรไซยานิค (Hydrocyanic acid) เป็นก๊าซพิษที่ไม่มีสี แต่จะมีกลิ่น เป็นก๊าซที่พบได้บ่อยตามโรงงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะส่วนของการทำสี การชุบ สารเคลือบต่างๆ ของกระบวนการล้างอัดรูปภาพ ซึ่งเมื่อก๊าซชนิดนี้เข้าสู่ร่างกาย จะทำให้เกิดอาการชัก หมดสติ วิงเวียนศีรษะ และอาจถึงตายได้หากได้รับก๊าซเข้าไปอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ควรทำเมื่อมีผู้ได้รับก๊าซนี้เข้าไปคือ เคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจากบริเวณของก๊าซ โดยเร็วที่สุด

3. ก๊าซไข่เน่า หรือ ไฮโดรเจนซัลไฟด์ เป็นก๊าซที่มีกลิ่นคล้ายไข่เน่า พบเห็นได้บ่อยในโรงงานอุตสาหกรรมประเภทการฟอกหนัง กาว น้ำตาล หรือในบริเวณที่มีน้ำเน่าเสียเข้มข้นสูง ก๊าซชนิดนี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะทำให้เกิดอาการวิงเวียน เนื่องจากหัวใจนั้นทำงานผิดปกติ และอาจทำให้เสียชีวิตได้หากได้รับก๊าซชนิดนี้เข้าไปในปริมาณที่มีความเข้มข้นสูง วิธีแก้ไข้ผู้ป่วยที่หมดสติจากก๊าซชนิดนี้คือ เคล่อนย้ายออกไปในบริเวณที่มีอ๊อกซิเจนสูง

4. ก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ เป็นก๊าซพิษที่รู้จักกันดี โดยร่างกายของมนุษย์เราเองก็ผลิตก๊าซพิษชนิดนี้เช่นเดียวกัน ก๊าซชนิดนี้เกิดจากการเผาไหม้ของสารที่คาร์บอนเป็นองค์ประกอบ ซึ่งความเป็นพิษนั้นจะทำให้ร่างกายมนุษย์เกิดอาการวิงเวียนศีรษะ มึนงง คลื่นไส้ อาเจียน ความดันโลหิตต่ำ หมดสติ และหากได้รับเข้าไปในปริมาณตั้งแต่ร้อยละ 25-30 ขึ้นไป จะทำให้เสียชีวิตได้

จะเห็นได้ว่า ก๊าซพิษส่วนใหญ่นั้นเกิดจากกระบวนการอุตสาหกรรมแทบจะทั้งนั้น โดยการเกิดของก๊าซพิษเหล่านั้น มักจะเกิดจากกระบวนการผลิตสินค้าต่างๆ และสำหรับตอนต่อไปเราจะมากล่าวถึงก๊าซพิษที่พบเห็นได้บ่อย และเป็นอันตรายต่อชีวิตมนุษย์กันอีกส่วนหนึ่งครับ

การกำจัดปลวกด้วยน้ำยา

ปลวกนั้นเป็นสัตว์ที่มีชีวิตยืนยาวมากว่า 65 ล้านปี ดังนั้นจึงมีวงจรชีวิตที่ซับซ้อน ในรังของปลวกนั้นมีการแหบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน และสิ่งสำคัญที่ทำให้พวกมันไม่สามารถถูกกำจัดหรือสูญพันธุ์ได้ง่ายๆ นั้นก็เป็นเพราะว่าพวกมันมีการดำเนินชีวิตที่เงียบเชียบ หรือจะพูดง่ายๆ ก็คือ พวกมันกินเงียบมาก กว่าจะรู้ตัวอีกทีนั้น บ้านก็ไปแทบจะทั้งหลังแล้ว อย่างนี้เป็นต้น ดังนั้นวันนี้เราจะมาแนะนำวิธีการกำจัดปลวกด้วยน้ำยาสำหรับกำจัดปลวกมาฝากกันครับ

1. ขั้นตอนแรกนั้นให้นำเอาน้ำยากำจัดปลวก ซึ่งเดี๋ยวนี้มักจะมีขายตามร้านเคมีภัณฑ์ หรือห้างสรรพสินค้าบางแห่ง ผสมเข้ากับน้ำสะอาดในอัตราส่วน 1 ต่อ 10 ส่วน คือไม่ต้องผสมมากครับ สักประมาณ 1 แกลลอนก็พอครับ จากนั้นกวนให้น้ำยาผสมเข้ากับน้ำดีๆ ก่อนแล้วนำใส่ถังพ่น (มีขายที่ร้ายเคมีภัณฑ์ ร้านเครื่องมือเกษตร-เครื่องมือช่าง)

2. ต่อมาให้เรานำเอาถังพ่น ที่บรรจุน้ำยาแล้ว ไปพ่นตามซอกมุมรอบตัวบ้าน เน้นส่วนที่เป็นไม้ เช่น วงกบประตู ห้องใต้บันได ห้องครัว หรือส่วนที่เป็นเฟอร์นิเจอร์ไม้ต่างๆ วิธีฉีดพ่นมีสองวิธีคือ
ฉีดพ่นตามซอกของรอยแต่ไม้ รวมถึงรอยต่อของไม้ ซึ่งมักจะเป็นมุมอับที่มีปลวกไปอาศัยอยู่ วิธีการตรวจสอบขั้นต้นให้เคาะดูเบาๆ ถ้ามีปลวกเข้าไปอาศัยอยู่จะรู้สึกได้ว่ามันกลวง ให้เราทำการพ่นน้ำยาเข้าไปตามรอยแตกของไม้ น้ำยาจะค่อยๆ ไหลซึมไปยังส่วนที่เป็นโพรง และจะทำให้ปลวกนั้นค่อยๆ ตามไป โดยขึ้นอยู่กับชนิดของน้ำยานั้นๆฉีดพ่นให้ทั่วบริเวณบ้าน นำเอาถังพ่นนั้น ฉีดเป็นฝอยให้ทั่วบริเวณบ้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านนอก หรือด้านในตัวบ้าน ด้านในบ้านนั้นให้ฉีดตามซอกมุม ส่วนด้านนอกบ้านฉีดตามบริเวณที่เป็นไม้ เช่น กองไม้ และฉีดพ่นให้เปียกชุ่มตามสนามหญ้า บริเวณรั้วบ้าน หากเป็นบ้านที่ไม่ใต้ถุน ให้ฉีดให้ทั่วตามมุมเสา และไล่ตรวจดูตามเนื้อไม้

3. ขั้นตอนสุดท้ายให้ไล่ฉีดพ่นสารเคมีให้ทั่ว ตามห้องเก็บของ โดยเฉพาะหากเป็นห้องที่เก็บพวก ลังกระดาษ ไม้ หรือกระดาษเอกสารเอาไว้ เนื่องจากเป็นอาหารที่ปลวกค่อนข้างโปรดปรานเป็นอย่างมากนั่นเองครับ

น้ำยาเคมีที่ใช้ในการกำจัดปลวกนั้น แนะนำให้เป็นน้ำยาที่มีสารออกฤทธิ์จำพวก เฟนนิลไพราโซน , อิมิดาคลอฟิด เป็นต้น เนื่องจากมีสารที่สามารถออกฤทธิ์กำจัดแมลงจำพวกปลวกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลวกตายไว ไม่ทิ้งซาก และไม่ทิ้งสารตกค้างให้เป็นอันตรายกับสิ่งแวดล้มนั่นเองครับ

กำจัดปลวกด้วยผง

กำจัดปลวกด้วยผง
คราวก่อนเราพูดถึงการกำจัดปลวกด้วยน้ำยาเคมีกำจัดปลวกไปแล้ว สำหรับคราวนี้เราจะมาพูดถึงผงเคมีที่ใช้ในการกำจัดปลวก ซึ่งจะถูกนำมาใช้ในกรณีที่พื้นที่ปลวกขึ้นนั้น ไม่สามารถใช้นำยาเคมีในการกำจัดได้ อาจจะเนื่องมาจากว่า พื้นที่บริเวณนั้นเป็นพื้นที่ที่เสียหายง่าย เช่น พื้นพรม พื้นไม้เก่าแก่ ซึ่งหากเราใช้น้ำยาเข้าไปก็จะเกิดเป็นคราบได้ ดังนั้นสิ่งที่ควรทำจึงต้องจัดหาวิธีกำจัดปลวกอย่างได้ผลมาทดแทน นั่นคือวิธีใช้ผงกำจัดแมลงครับ สำหรับวิธีการใช้งานนั้น มีดังต่อไปนี้

1. หาซื้อผงฝุ่นที่ใช้ในการกำจัดปลวก ตามร้านเคมีภัณฑ์ หรือห้างสรรพสินค้า แต่ถ้าหากไม่มีให้หาผงฝุ่นนี้จากทางตัวแทนจำหน่าย หรือสั่งจากทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งผงเหล่านี้มักจะมีขายพร้อมกับอุปกรณ์โรย ที่ติดมาให้ในชุดเดียวกันเลย รูปร่างของกล่องโรยนี้จะเป็นขวดพลาสติก มีปลายกลวงเป็นหลอด สำหรับให้ผงไหลออกมาโดยไม่ฟุ้งกระจาย

2. จัดการแกะเอาซองผงแล้วบรรจุเข้าไปในขวดหรือกล่องสำหรับโรยผง แล้วให้นำไปใช้งานดังนี้
ภายในบ้าน ให้นำผงฝุ่นกำจัดปลวกนี้ ไปโรยให้ทั่วซกมุมต่างๆ โดยเฉพาะบริเวณที่เป็นไม้ หรือบริเวณที่ชื้นรวมถึงรอยต่อของไม้ ซึ่งมักจะเป็นมุมอับที่มีปลวกไปอาศัยอยู่ วิธีการตรวจสอบขั้นต้นให้เคาะดูเบาๆ ถ้ามีปลวกเข้าไปอาศัยอยู่จะรู้สึกได้ว่ามันกลวง ให้เราทำการอัดผงเคมีเข้าไปตามรอยแตกของไม้ ผงยาจะค่อยๆ ไปติดอยู่กับซอกมุมที่ปลวกใช้เดินทางผ่านไปมา และเมื่อตัวปลวกสัมผัสเข้ากับผงเคมีนี้ จะทำให้ปลวกติดกันไปเป็นทอดๆ เนื่องจากปลวกนั้นมักจะใช้วิธีสัมผัสกันเพื่อเป็นการเคลื่อนที่นั่นเอง ภายนอกบ้านให้นำเอาผงฝุ่นนี้ ไปโรยไว้ตามส่วนที่เป็นไม้ หรือส่วนที่คิด และสงสัยว่าจะเป็นส่วนของรัง ทางเดินของปลวก ปริมาณผงที่ใช้ ให้ใช้จำนวนน้อย ไม่ต้องโรยเยอะ เนื่องจากโรยบริเวณนอกบ้านนั้นมีพื้นที่มาก และปลวกก็จะติดต่อกันเอง ไม่ต้องเน้นปริมาณให้เกินความจำเป็น แต่ถ้าหากอยากจะเน้น ควรเน้นไปที่บริเวณของจอมปลวก กองไม้นอกบ้าน หรือสิ่งก่อสร้างที่เป็นไม้และตั้งอยู่นอกบ้าน เช่น ศาลา โรงจอดรถ เป็นต้น ซึ่งมักจะเป็นส่วนที่ปลวกจะชอบขึ้นอยู่เสมอ

3. เมื่อโรยผงเคมีเสร็จให้ล้างมือ หรือทำความสะอาดร่างกายให้ทั่ว สำหรับผงเคมีนั้น มักจะมีตัวยาในการออกฤทธิ์ คือ Tetramethrin 0.8% w/w หรือ Alphacypermethrin 0.04% w/w ซึ่งเป็นตัวยาที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไปตามร้านเคมีภัณฑ์ หรือห้างสรรพสินค้านั่นเองครับ แต่ถ้าหากหาซื้อไม่ได้จริงๆ แนะนำติดต่อกับตัวแทนจำหน่าย หรือสั่งซื้อทางอินเตอร์เน็ตครับ ซึ่งจะมีข้อมูลบอกอย่างละเอียดในเว็บนั้นๆ

การใช้สารคลอรีนเพื่อผิวขาว

ปกติการที่เราจะมีสีผิวแบบไหนนั้น ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับเมลานีน หรือเม็ดของสีผิวที่ทำการควบคุมการสร้างเซลล์สีผิว เจ้าเซลล์ที่ว่านี้อยู่ภายใต้ผิวหนัง กระบวนการผลิตเม็ดสีนั้นเกิดจากเอนไซม์หลายชนิดครับ ไม่ว่าจะเป็น ไทโรซีเนส, กลูต้าไธโอน เป็นต้น ดังนั้นหากเราใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้สีผิวนั้นขาวขึ้น จึงส่งผลกระทบโดยตรงกับเม็ดสีที่ว่านี้โดยตรง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของคลอรีน ที่เป็นสารเคมีราคาถูกที่ใช้ในการเกษตร การอุตสาหกรรม และการทำความสะอาด พูดง่ายๆ ก็คือ คลอรีนนั้นเป็นสารฟอกขาว รวมถึงเป็นสารทำความสะอาด ฆ่าเชื้อโรคที่ได้ผลเป็นอย่างยิ่ง

ซึ่งด้วยความสามารถของสารชนิดนี้ ทำให้มีคนจำนวนมากเข้าใจผิดว่า การใช้สารคลอรีนกับผิวหนังเป็นประจำทุกวันนั้น จะช่วยส่งผลให้ผิวที่คล้ำนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น หรือพูดง่ายๆ ก็คือผิวขาวมากขึ้นนั่นเอง ที่มีความเชื่อเช่นนี้ก็เนื่องจากว่า ในน้ำประปานั้นมีสารคลอรีนผสมลงไปเพื่อฆ่าเชื้อในปริมาณเล็กน้อยและการอาบน้ำประปาที่มีสารคลอรีนผสมอยู่จะรู้สึกว่าขาวขึ้น แต่ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าสารคลอรีนจะไปช่วยฆ่าเชื้อโรคและขัดเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว(ขี้ไคล) ได้ดีขึ้น จึงทำให้รู้สึกว่าผิวขาวขึ้นนั่นเอง แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้เซลล์ผิวนั้นขาวขึ้นได้จากเม็ดสีแต่อย่างใด

แต่ก็ใช่ว่าคลอรีนจะเป็นผลดีต่อผิวหนังเพียงอย่างเดียวเท่านั้น มีการวิจัยมาแล้วพบว่า สารคลอรีนนั้นหากได้รับในปริมาณที่มากเกินไปหรือบ่อยเกินไปจะทำให้ผิวหนังแห้ง และมีผลต่อระบบต่างๆ ของร่างกายดังต่อไปนี้

  1. จะมีอาการคันระคายเคือง แสบผิวเมื่อได้รับสารคลอรีนตั้งแต่ 1-3 มิลลิกรัมขึ้นไป
  2. จะมีอาการแสบที่ลำคอ แสบระคายเคืองที่ดวงตาหากได้รับคลอรีน 5-15 มิลลิกรัมขึ้นไป
  3. อาเจียน คลื่นไส้ ไอ สำลัก ผิวหนังไหม้ เมื่อได้รับสารชนิดนี้ตั้งแต่ 15-30 มิลลิกรัม
  4. จะมีอาการปอดอักเสบ หรือเกิดอาการผิดปกติขึ้นกับปอด เมื่อได้รับสารคลอรีนตั้งแต่ 50 มิลลิกรัมขึ้นไป
  5. เมื่อสัมผัสหรือสูดดมสารคลอรีนตั้งแต่ 430 มิลลิกรัมขึ้นไป จะตายภายใน 30 นาที
  6. เมื่อสัมผัสหรือสูดดมกับสารคลอรีนตั้งแต่ 1000 มิลลิกรัมขึ้นไปจะตายภายใน 1 นาที

จะเห็นได้ว่า สารคลอรีนนั้น ไม่สมควรที่จะนำมาเป็นเครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผิวขายเลย เนื่องจากไม่ได้มีผลทำให้ผิวขาวขึ้นมาได้จริงๆ หนำซ้ำยังเป็นตัวการทำให้เกิดผลเสียหรือเกิดความผิดปกติขึ้นต่อร่างกายของคนเราได้อีกด้วย และหากใช้ไม่ถูกวิธีแน่นอนว่าอาจจะถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้เลยทีเดียวครับ

น้ำมันพืชชนิดต่างๆ และการเลือกใช้น้ำมันพืช

ต้องยอมรับว่าในชีวิตประจำวันของเรานั้นต้องเกี่ยวข้องกับน้ำมันพืชอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะน้ำมันพืชเป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำอาหาร และเป็นสิ่งที่ต้องมีไว้ประจำครัวของทุกบ้าน น้ำมันพืชมีหลากหลายชนิด จะมีชนิดใดบ้างและจะมีวิธีในการเลือกใช้ให้ถูกวิธีอย่างไรมาดูกันครับ

น้ำมันพืช

น้ำมันพืช

 

น้ำมันถั่วเหลือง (Soy Bean Oil)  น้ำมันถั่วเหลืองเป็นน้ำมันพืชที่เรา ๆ ท่าน ๆ รู้จักกันเป็นอย่างดีเพราะเป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำอาหารประเภททอด และต้องมีประจำทุกบ้าน เป็นน้ำมันที่มีความเข้มข้นสูงเหมาะกับการทำอาหารเกือบทุกประเภท

น้ำมันปาล์ม หรือน้ำมันพืช (Vegetable Oil, Palm Oil)  เป็นน้ำมันที่มีส่วนผสมระหว่าง น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว หรือเมล็ดผักชนิดอื่น ๆ เป็นน้ำมันที่มีราคาค่อนข้างถูก มี จุดที่ก่อให้เกิดควันสูง (high smoke point) เหมาะสำหรับทำอาหารประเภทผัด ทอด หลากหลายชนิด

น้ำมันมะกอก (Olive Oil) เป็นไขมันที่ได้มาจากมะกอก โดยการบดมะกอกทั้งหมดและการสกัดน้ำมันโดยใช้เครื่องกลหรือสารเคมี เป็นที่นิยมใช้ในการปรุงอาหาร, เครื่องสำอาง, ยา และสบู่

น้ำมันงา (Sesame Oil) เป็นน้ำมันที่ไม่ทนความร้อน ใช้สำหรับแต่งกลิ่นอาหารที่ปรุงเสร็จแล้ว และเป็นส่วนประกอบของยาบางชนิด น้ำมันงาเป็นน้ำมันที่มีไขมันไม่อิ่มตัว ช่วยควบคุมคอเลสเตอรอล จึงมีส่วนช่วยในการป้องกันโรคหัวใจ โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด

น้ำมันดอกทานตะวัน (Sun Flower Oil) เป็นน้ำมันไม่ระเหยที่สกัดจากเมล็ดดอกทานตะวัน น้ำมันดอกทานตะวันเป็นที่นิยมใช้ในอาหารอย่างน้ำมันทอด น้ำมันดอกทานตะวันเป็นน้ำมันที่มีคุณภาพสูง มีสารต้านอนุมูลอิสระ

น้ำมันพืชที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเป็นบางส่วนของน้ำมันพืชชนิดต่าง ๆ ทั้งนี้ยังมีน้ำมันพืชอีกหลากหลายชนิดที่น่าใจและสามารถนำมาเป็นส่วนประกอบทางอาหารและยา การเลือกใช้น้ำมันพืชต่าง ๆ ในการทำอาหารนั้น ขึ้นอยู่กับชนิดของอาหารด้วย ซึ่งถ้าเป็นอาหารที่ต้องใช้ความร้อนสูง อยู่นานๆ เช่นการทอดปลาทั้งตัว, ไก่, หมู หรือเนื้อชิ้นใหญ่ๆ ที่ต้องใช้เวลานาน ควรเลือกน้ำมันชนิดเป็นไข เพื่อให้ได้อาหารที่รสชาติดี กรอบอร่อย ส่วนการผัด หรือทอดเนื้อชนิดบางๆ เช่นหมูแฮม ควรใช้น้ำมันชนิดไม่เป็นไข เพราะร่างกายจะนำไปใช้ประโยชน์ได้ดี นอกจากนี้ น้ำมันที่ใช้ทอดอาหาร ไม่ควรใช้ซ้ำบ่อยๆ เพราะน้ำมันที่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล มักจะมีสารโพลาร์อยู่มาก อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ และอาจจะก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อร่างกาย อาทิเช่น ทำให้เกิดโรคหัวใจ ทำให้เกิดโรคมะเร็งปอด มะเร็งตับ และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ อีกด้วย

ดังนั้น ในการประกอบอาหารแต่ละครั้งควรเลือกประเภทของน้ำมันพืชให้ถูกกับชนิดของอาหาร หากเป็นอาหารจำพวกทอด ก็ควรใช้น้ำมันทอดที่ใหม่ หรือน้ำมันที่ทอดมาแล้วไม่เกิน 3 ครั้ง เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับสุขภาพร่างกายของเรา

หน้าแรก  จาระบีอุตสาหกรรม  น้ำมันอุตสาหกรรม  สเปรย์อุตสาหกรรม  น้ำยาเคมีอุตสาหกรรม  การชำระเงิน   การจัดส่ง   บทความ   เกี่ยวกับบริษัท  ติดต่อสอบถาม

กระทรวงอุตสาหกรรม  กระทรวงพลังงาน  การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย  กระทรวงสาธารณสุข  สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม  ISO
Copyrights © -2018. Powered by Wordpress. Theme by Mafiashare.net  sitemap