กลุ่ม ปตท. กับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

ปตท. เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีอย่างไร?

ปตท. เป็นแกนนำในการพัฒนาอุตสาหอุตสาหกรรมปิโตรเคมีให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด ลดการพึ่งพาวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์พลาสติกจากต่างประเทศ

 

อุตสาหกรรมปิโตรเคมี
อุตสาหกรรมปิโตรเคมี

ปตท. เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีอย่างไร?

40 ปีที่แล้ว ประเทศไทยเริ่มนำเข้าผลิตภัณฑ์พลาสติกและเส้นใยสังเคราะห์ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีเป็นครั้งแรก เพื่อตอบสนองความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกและวัสดุสังเคราะห์ที่ได้รับความนิยมมากในสมัยนั้น ส่งผลให้มีการก่อสร้างโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกโรงแรกในประเทศไทย เมื่อ ปี พ.ศ. 2513 การดำเนินการผลิตของโรงงานปิโตรเลียมที่เกิดขึ้นในช่วงแรกต้องอาศัยการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศทั้งสิ้น และจากความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์พลาติกที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้องนำเข้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีต่างๆ เป็นมูลค่าสูงกว่า 10,000 ล้านบาท

โรงกลั่นปิโตรเคมี 2
โรงกลั่นปิโตรเคมี 2

อุตสาหกรรมปิโตรเคมีระยะที่1

การพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเริ่มเปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการใน พ.ศ. 2524 จากการศึกษาแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมี สรุปว่า ประเทศไทยมีศักยภาพในการลงทุนอุตสาหกรรมปิโตรเคมีได้ เนื่องจากมีปริมาณวัตถุดิบ (ก๊าซธรรมชาติ) ในประเทศมากพอในเชิงพาณิชย์ และยังมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การก่อสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติของ ปตท. เพื่อแยกสารประกอบไฮโดรคาร์บอนต่างๆ ของก๊าซธรรมชาติที่ขุดได้จากอ่าวไทย อาทิ ก๊าซอีเทน ก๊าซโพรเพน ซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้น นับเป็นหัวขบวนสำคัญในการก้าวสู่การผลิตอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ครบวงจร และเนื่องจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมีต้องใช้เงินลงทุนสูง ขณะนั้น รัฐบาลได้มอบหมายให้ ปตท. เป็นแกนนำในการเชิญชวนภาคเอกชนผู้ถือหุ้นอีก 6 ราย ที่สนใจร่วมลงทุนก่อตั้ง บริษัท ปิโตรเคมี แห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (NPC) เพื่อก่อสร้างโรงงานโอเลฟินส์ ณ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง นับเป็นจุดเริ่มต้น ของโครงการปิโตรเคมีแห่งชาติ ระยะที่1 (National Petrochemical Complex 1-NPC 1) โดยรับวัตถุดิบจากโรงแยกก๊าซธรรมชาติของปตท. ซึ่งทำให้มีอุตสาหกรรมขั้นต่อเนื่องที่ผลิตเม็ดพลาสติกชนิดต่างๆ ในจังหวัดระยองอีกหลายแห่ง เพื่อรอบรับผลิคภัณฑ์จากโรงโอเลฟินส์

อุตสาหกรรมปิโตรเคมีระยะที่ 2

เมื่อเศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องมีการผลิตเพื่อกรส่งออกมาขึ้น อีกทั้งภาคเอกชนยังสนใจที่จะลงทุนในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมขั้นต่อเนื่อง จึงทำให้รัฐบาลดำเนินการโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีระยะที่ 2 หรือโครงการ NPC 2 และมอบหมายให้ ปตท. เป็นแกนนำอีกครั้ง โดยเน้นการลงทุนเฉพาะอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้นร่วมกับภาคเอกชน ในขณะที่ ภาคเอกชนสามารถลงทุนในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นกลางและขั้นปลายได้ ปตท. จึงจัดตั้ง บริษัท อะโรเมติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (ATC) และ บริษัท ไทยโอเลฟินส์ จำกัด (มหาชน) (TOC) ขึ้นมา ใน พ.ศ. 2532 และ 2533

ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ปตท. ได้มุ่งมั่นพัฒนาและขยายผลการใช้ประโยชน์จากก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีในประเทศ ให้เกิดประสิทธิภาพและประโยชน์สูงสุด สามารถลดการนำเข้าวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์พลาสติกจากต่างประเทศเป็นมูลค่ามหาศาล

โรงกลั่นปิโตรเคมี
โรงกลั่นปิโตรเคมี

การดำเนินโครงการอุตสาหกรรมปิโตรเคมีระยะที่ 1 และ 2 ทำให้เกิดการลงทุนในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 60,000 ล้านบาท มีการจ้างแรงงานกว่า 60,000 คน และยังกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่องอีกมากมาย เพราะผลิตภัณฑ์จากปิโตรเคมีสามารถใช้ทดแทนวัสดุธรรมชาติต่างๆ ได้หลายชนิด และเมื่อดำเนินการผลิตอย่างครบถ้วนแล้ว สามารถลดการขาดดุลการค้าจากการนำเข้าผลิตภัณฑ์พลาสติกจากต่างประเทศไม่น้อยกว่าปีละ 35,000 ล้านบาท ทั้งยังสามารถตอบสนองความต้องการวัตถุดิบของโรงงานพลาสติกในประเทศกว่าพันแห่งได้ทั้งหมดด้วย ถือเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากก๊าซธรรมชาติ  ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติในอ่าวไทยให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชนชาวไทยอย่างแท้จริง