จาระบีอุตสาหกรรม สเปรย์อุตสาหกรรม  น้ำมันอุตสาหกรรม

สาเหตุที่ทำให้เกิดมลภาวะ

มลภาวะ หมายถึงสิ่งที่เป็นพิษ หรือมลพิษที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม หรืออาจหมายถึงสภาพแวดล้อมที่เจือปนด้วยสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ โดยมากมักจะเกิดมาจากการใช้ทรัพยากรอย่างไม่ถูกวิธี และไม่ระมัดระวังมากจนเกินไป จนส่งผลเสียต่อสภาพแวดล้อมต่างๆ เช่น ดิน แม่น้ำ ลำคลอง รวมถึงแหล่งน้ำธรรมชาติมากมาย สำหรับต้นเหตุของมลภาวะนั้น จึงพอจะแบ่งได้จากปัจจัยต่อไปนี้

1. เกิดจากการใช้ชีวิตของผู้คน บ้านเรือน ซึ่งมักจะเป็นของเสียหรือน้ำเสียที่มาจากการใช้ชีวิต เช่น การซัก หรือการชำระล้าง การอาบน้ำ ของเสียจากระบบส้ม เป็นต้น เมื่อน้ำเสียเหล่านี้ไหลลงสู่แม่น้ำลำคลอง ก็มักจะทำให้สภาพของแม่น้ำลำคลองเน่าเสีย เนื่องจากน้ำเสียจะเป็นตัวกำจัดออกซิเจนออกไปจากแม่น้ำลำคลองนั่นเอง

2. โรงงานอุตสาหกรรม ก็เป็นส่วนสำคัญในการปล่อยน้ำเสีย ทำลายสิ่งแวดล้อม เนื่องจากน้ำเสียในกระบวนการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรมประเภทต่างๆ นั้นมักจะมีปริมาณของสารพิษร้ายแรง และของเสียมากกว่าน้ำเสียที่พบได้ในครัวเรือน นอกจากนั้นบางโรงงานที่ไร้จิตสำนึกยังมักจะปล่อยน้ำเสียลงสู่แม่น้ำโดยไม่มีการบำบัดอีกด้วย น้ำเสียเหล่านี้จึงเป็นต้นตอสำคัญที่ทำให้แม่น้ำลำคลองนั้นเกิดการเน่าเสียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

3. การทำเกษตร ก็เป็นอีกภาคหนึ่งที่มีการทิ้งน้ำเสีย ลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติมากมาย แม้ว่าจะไม่มีความสกปรกเท่าโรงงานอุตสาหกรรม แต่ภาคการเกษตรนั้นเน้นการใช้สารเคมีต่างๆ ทำให้เกิดการถ่ายเท ไหลซึมของสารเหล่านี้ซึ่งยังคงตัวติดค้างอยู่ตามแปลงเกษตร เข้าสู่แม่น้ำหรือแหล่งน้ำธรรมชาติ และก่อให้เกิดเป็นมลภาวะได้ในที่สุด

4. ผิวดินที่เสื่อมสภาพ ซึ่งอยู่ริมคลอง ริมตลิ่ง และเกิดการพังทลายลงสู่แหล่งน้ำ ก็มักจะทำให้น้ำนั้นมีการขุ่น มีตะกอนที่เกิดความผิดปก เช่น สี รส ที่แปลกไปได้ รวมถึงสารเคมีอาจติดค้าง หรือตกตะกอนอยู่กับผิวดินอีกด้วย

5. ปศุสัตว์ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ก่อมลภาวะต่อสภาพแวดล้อม เช่น การเลี้ยงหมู มักจะมีของเสียอันเกิดจากปฏิกูลของหมูเป็นจำนวนมาก ไหลลงสู่แม่น้ำลำคลอง ซึ่งเมื่อมีจำนวนมาก ก็ไม่สามารถที่จะบำบัดได้อย่างทันท่วงที ทำให้เกิดการสะสมของเชื้อโรค และสารจุลินทรีย์ต่างๆ ภายในลำคลอง และเกิดเป็นการเน่าเสียในที่สุด

6. การใช้ดินแบบขาดการควบคุม เช่น การนำเอาดินจากริมตลิ่งมาใช้งาน อาจก่อให้เกิดผลภาวะได้เช่นกัน คือจะมีส่วนของตะกอน ขยะ รวมถึงสิ่งปฏิกูลมากมายที่ไปติดอยู่ตามซอก หรือส่วนของดินที่ขุดไปใช้งาน เป็นต้น

มลภาวะนั้น แม้ว่าเกิดขึ้นมาแล้ว จะแก้ไขได้ยาก แต่เราก็สามารถที่จะช่วยเหลือสิ่งแวดล้อมได้ด้วยการกระตุ้นจิตสำนึกของภาคส่วนต่างๆ ให้หันมาสนใจปัญหาของสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้นครับ

การลดควันพิษ

ควันพิษนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการทำให้สภาพแวดล้อมโดยเฉพาะทางอากาศเกิดความเสียหาย โดยควันพิษนั้นเกิดจากหลายสาเหตุ เช่นการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ ครัวเรือน ภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม รวมไปถึงยวดยานพาหนะต่างๆ ซึ่งควันพิษเหล่านี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายของคนและสัตว์ มักจะก่อให้เกิดโรคภัยต่างๆ ขึ้นมาได้ ไม่ว่าจะเป็นอาการคลื่นไส้ วิงเวียน จนกระทั่วอาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ สำหรับวันนี้เราจะมาพูดถึงการลดควันพิษกันครับ ว่าใครบ้างที่สามารถช่วยได้เพื่อสิ่งแวดล้อมของเรา

1. เริ่มต้นที่ตัวเรา โดยการเน้นที่การลดปัญหามลพิษ เช่น การส่งเสริมให้มีการใช้รถขนส่งแบบสาธารณะ เพื่อลดการใช้งานรถยนต์ส่วนบุคคล ที่จะเป็นตัวการเพิ่มการเผาไหม้ของควันพิษ นอกจากนั้นหากจำเป็นที่จะต้องใช้งานรถยนต์ส่วนบุคคล ควรเน้นไปที่การโดยสารรถยนต์อย่างคุ้มค่า นอกจากนั้นเรายังสามารถที่จะปลูกต้นไม้เพื่อเป็นการช่วยดูดควันพิษในอากาศด้วยก็ได้

2. ผู้ใช้จักรยานยนต์ ควรเน้นที่การใช้งานน้ำมันที่ไม่มีสารตะกั่ว นอกจากนั้นควรเลือกใช้น้ำมันเครื่องประเภทลดควันขาวที่เป็นควันพิษ ที่สำคัญหากเป็นไปได้ควรเลือกใช้จักรยานยนต์ 4 จังหวะ และหมั่นตรวจสอบสภาพของเครื่องยนต์ก่อนและหลังการ ใช้งานอยู่สม่ำเสมอ

3. ผู้ใช้รถยนต์ ช่วยลดการสร้างมลพิษได้ด้วยการโดยสารในห้องโดยสารอย่างคุ้มค่า ทางเดียวกันไปด้วยกัน ไม่ควรใช้งานรถยนต์แบบคันเดียวคนเดียว นอกจากนั้นควรเลือกใช้งานน้ำมันแบบไร้สารตะกั่ว และมีการตรวจสอบเครื่องยนต์เป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ เช่น การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง หัวจ่าย หม้อกรองอากาศ และหัวเทียน

4. ผู้ใช้รถบรรทุก ควรเลือกใช้น้ำมันดีเซลซึ่งกลั่นที่อุณหภูมิต่ำ และในระหว่างการใช้งานไม่ควรบรรทุกน้ำหนักเกิน เมื่อมีการบรรทุกหิน ดิน ทราย ควรมีผ้าคลุมเพื่อปกปิดป้องกันการฟุ้งกระจาย นอกจากนั้นต้องมีการตรวจสอบสภาพของเครื่องยนต์เป็นประจำ เช่น การตรวจสอบระบบหัวจ่าย หัวเทียน และล้างล้อรถเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ

5. เกษตรกร ควรเลือกที่จะกำจัดตอซังข้างด้วยการไถกลบ และไม่ควรเผาฟางข้าว หรือส่วนที่เหลือจากการทำการเกษตร เนื่องจากจะเป็นการสร้างควันพิษให้กับอากาศนั่นเอง

6. ผู้ประกอบการก่อสร้าง ในระหว่างการก่อสร้างนั้นควรมีผ้าใบ คลุมส่วนที่เป็นไซต์งานก่อสร้างเพื่อเป็นการป้องกันฝุ่น และในบริเวณก่อสร้างควรมีรั้วที่ทำจากสังกะสีกั้นเอาไว้ด้วยเพื่อป้องกันการกระจายของฝุ่นควันต่างๆ สู่พื้นที่ข้างเคียง เป็นต้น

7. โรงงานอุตสาหกรรม ควรติดตั้งตัวกรองอากาศ ก่อนการปล่อยควันพิษสู่อากาศ

จะเห็นได้ว่า ควันพิษที่สร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมนั้น ส่วนใหญ่เกิดจากภาคของการเกษตร ยานพาหนะต่างๆ ซึ่งการลดมลพิษจากควันนั้น ก็ทำได้โดยวิธีการข้างต้นและควรส่งเสริมให้ความรู้และรณรงค์ให้ภาคอขงกิจการต่างๆ นั้นมีจิตสำนึกในการดำเนินงาน เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีอย่างยั่งยืนนั่นเองครับ

ของเสียกับอันตราย

คราวก่อนเราพูดถึงของเสียอันตรายที่เกิดจากการใช้ชีวิตของมนุษย์กันไปแล้ว ซึ่งของเสียเหล่านั้นก็มีหลายแบบ หลายประเภทแตกต่างกันออกไป แต่ก็สามารถที่จะสร้างพิษภัยให้กับคน สัตว์ สิ่งแวดล้อมได้เหมือนกันหมด ดังนั้นคราวนี้เราจะมาพูดพิษภัยต่างๆ ทั้งต่อคน สัตว์ สิ่งแวดล้อม ของเจ้าของเสียอันตรายกันครับ ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้นเราไปดูกันได้เลย

1. ประเภทที่ก่อความเสียหายให้กับคน สัตว์ ได้ด้วยการสัมผัสโดยตรง เช่น ของเสียประเภทที่เป็นกรด เป็นด่าง ซึ่งเมื่อสัมผัสเข้าร่างกายแล้วจะทำให้เกิดผิวหนังเป็นผื่น คัน แดง หรือเป็นบาดแผลได้ในกรณีที่สัมผัสไม่มาก แต่ถ้าหากได้รับหรือสัมผัสเข้ากับร่างกายในปริมาณมากๆ อาจทำให้เกิดฤทธิ์กัดกร่อนเนื้อเยื่ออย่างรุนแรง แผลพุพอง ดังนั้นเมื่อมีความจำเป็นที่จะต้องจัดการกับของเสียประเภทนี้ควรมีอุปกรณ์ต่างๆ ในการป้องกัน เช่น หน้ากาก ถุงมือ เป็นต้น

2. ประเภทที่สามารถสะสมอยู่ภายในร่างกายของคนหรือสัตว์ อันได้แก่ของเสียประเภทสารเคมีต่างๆ ซึ่งสารพวกนี้มักจะมีคุณสมบัติในการซึมซับ และคงตัวอยู่กับสิ่งแวดล้อมได้นานมาก เมื่อคน สัตว์ หรือพืชได้รับเข้าไปในร่างกาย จะเกิดการสะสม ซึ่งเมื่อถึงเวลาที่มีของเสียเหล่านี้สะสมมากจนถึงขีดจำกัด ก็จะส่งผลเสียกับร่างกาย โดยการนำมาซึ่งโรคต่างๆ หรือการเสื่อมสภาพของร่างกายเร็วผิดปกติ เป็นต้น

3. ของเสียประเภทที่มีการไหลซึมและปนเปื้อนไปในแหล่งน้ำ ซึ่งอาจเป็นแหล่งน้ำที่ใช้อุปโภคบริโภคของคนและสัตว์ ของเสียประเภทนี้มักจะสามารถซึบซับตามแหล่งน้ำได้เป็นอย่างดี และมักจะทำให้ระบบต่างๆ ของแหล่งน้ำนั้นมีการปนเปื้อน และอาจเกิดอันตรายหากคนและสัตว์บริโภคน้ำนั้นเข้าไป

4. ของเสียประเภทเจือปนอยู่ภายในอากาศ ส่วนใหญ่มักจะเป็นในรูปแบบของสารเคมีที่เป็นก๊าซ ซึ่งจะสามารถเจือปนอยู่ในอากาศได้ หลังจากกระบวนการทำลายที่ผิดวิธี เช่น การเผา ซึ่งสารบางชนิดนั้นไม่เพียงแต่กระจายตัวได้ดีในอากาศ แต่มักจะมีปฏิกิริยากับความร้อนด้วย

5. ของเสียประเภทที่ส่งผลต่อทางกายภาย ด้วยการทำปฏิกิริยากับความร้อน ทำให้เกิดการระเบิด หรือให้เปลวไฟที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม ของเสียประเภทนี้ที่เห็นกันได้บ่อยๆ คือของเสียประเภทที่ถูกอัดอยู่ในกระป๋อง เช่นกระป๋องยาฆ่าแมลง แบตเตอรี่ เป็นต้น ซึ่งการกำจัดสารเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการกำจัดอย่างถูกวิธีนั่นเองครับ

เมื่อเรารู้ว่าสารอันตรายเหล่านี้ เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ได้ จึงควรที่จะหลีกเลี่ยงการเข้าไปสัมผัสกับสารอันตรายเหล่านี้โดยตรง รวมถึงการส่งเสริมให้มีการแยกของเสีย และนำไปกำจัดอย่างถูกวิธีด้วยครับ

สารเคมีที่เป็นผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม

เราเรียกของที่เหลือทิ้งจากการใช้งานประเภทต่างๆ ว่า “ของเสีย” หรือ “ขยะ” ซึ่งเจ้าของเสียนี้ ก็มักจะทำให้ระบบนิเวศน์ต่างๆ รวมไปถึงสิ่งแวดล้อมเกิดมลภาวะกันได้ทั้งนั้น เนื่องจากมักจะมีสารเคมี เชื้อโรค และอื่นๆ อยู่ภายในขยะด้วย ซึ่งเมื่อมันเจือปนเข้าสู่สิ่งแวดล้อมก็จะเกิดผลกระทบที่เลวร้ายต่อทั้ง คน สัตว์ พืช เช่นก่อให้เกิดโรคร้ายต่างๆ ได้ สำหรับเจ้าของเสียอันตรายนั้นก่อให้เกิดอะไรบ้างกับสิ่งแวดล้อมเราไปดูกันครับ

1. ของเสียที่เป็นพิษร้ายแรง ได้แก่ของเสียที่เกิดจากขยะประเภทโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว แคดเมี่ยม โครเมียม สารหนู ยาฆ่าแมลง ซึ่งของเสียเหล่านี้จะก่อให้เกิดพิษต่อร่างกายของมนุษย์และสัตว์ หากเข้าไปสัมผัสโดยตรง นอกจากนั้นยังสามารที่จะคงตัวอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานมากอีกด้วย

2. ของเสียที่ติดไฟได้ง่าย มักจะเป็นขยะประเภทที่ไวไฟ หรือมีสารประกอบที่ติดไฟง่าย ซึ่งของเสียประเภทนี้จะก่อให้เกิดอันตรายอย่างฉับพลัน หากได้รับการกำจัดที่ไม่ถูกวิธี เช่น ระเบิดอย่างรุนแรงเมื่อนำไปเผาไฟ หรือการนำชิ้นส่วนไปดัดแปลง เป็นต้น

3. ของเสียประเภทที่เป็นกรดหรือด่าง ซึ่งสามารถสร้างความเสียหายต่อมนุษย์ หรือสัตว์ ทางกายภาพได้โดยตรง ขยะประเภทนี้มักเป็นของเหลือใช้จากภาคการเกษตรหรืออุตสาหกรรม ซึ่งหากได้รับการกำจัดไม่ถูกวิธี จะเกิดอันตรายอย่างร้ายแรงขึ้นได้

4. ของเสียที่เป็นสารเคมีบางประเภท และเมื่อสัมผัส หรือผสมเข้ากับสารอื่นๆ เช่นน้ำ จะก่อให้เกิดความเป็นกรด ด่าง หรือเกิดควันพิษ สารพิษขึ้นมาได้ ส่วนใหญ่ขยะประเภทนี้มักจะเป็นสารพิษอันตรายที่ต้องได้รับการกำจัดเป็นพิเศษอยู่แล้ว แต่ก็มักจะพบเห็นการทิ้งสารประเภทนี้อย่างมักง่ายตามหลุม หรือบ่อขยะทั่วไป เนื่องจากเป็นสารที่มีต้นทุนในการกำจัดค่อนข้างสูงนั่นเอง

5. ของเสียประเภทที่เป็นสารกัมมันตรังสี เรียกได้ว่าเป็นขยะที่อันตรายสุดยอด เนื่องจากสารกัมมันตรังสีนั้นจะส่งผลเสียโดยตรงต่อมนุษย์หรือสัตว์ เมื่อได้รับเข้าไปในปริมาณน้อยจะเกิดการวิงเวียน แต่ถ้าได้รับเข้าไปเป็นจำนวนมากอาจถึงกับเสียชีวิตได้ ดังจะเห็นได้จากข่าวเมื่อหลายปีก่อน ที่มีคนเก็บขยะเข้าไปเก็บสารประเภทนี้แล้วก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงเกิดขึ้น

6. ของเสียที่เจือปนเชื้อโรค หรือสารประเภทชีวภาพ อันจะนำมาซึ่งโรคร้ายแรงแก่คนหรือสัตว์ที่เข้าไปสัมผัส ของเสียประเภทนี้มักจะมาจากกระบวนการทางอุตสาหกรรม หรือกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งของเสียประเภทนี้ที่เห็นได้ง่ายก็เช่น น้ำเสียต่างๆ ขยะเปียก เป็นต้น

ปัจจุบันนั้น มีการผลิตของเสียที่เรียกกันว่าสารอันตรายเหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งถ้าหากเรารู้เท่าทันว่าสิ่งไหนเป็นอันตราย ก็จะสามารถหลีกหนี หรือลดการผลิตของเสียเหล่านั้นลงได้ครับ

การรักษาสิ่งแวดล้อมด้วยการคัดแยกขยะ

ปัจจุบันนั้น ปัญหาสิ่งแวดล้อมอันเกิดจากขยะนั้น เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งก็มาจากการที่คนเรานั้นไร้จิตสำนึก ในการคัดแยกขยะ โดยไม่สนใจว่าขยะแบบไหนควรจะได้รับการทำลายแบบไหน หรือรีไซเคิลแบบไหน แต่ทิ้งรวมๆ กันเอาไว้ในถังขยะ หรือถุงขยะ ทั้งขยะเปียก ขยะแห้ง ขยะเคมี ซึ่งเมื่อถึงกระบวนการทำลายแล้วมักจะก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ได้ ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องการมีคัดแยกขยะ เพื่อที่ว่าจะสามารถทำลายหรือนำกลับมาใช้ได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมนั่นเอง สำหรับการคัดแยกขยะนั้น มีดังต่อไปนี้

1. ขยะเปียก เป็นขยะที่มีความชื้นสูง เนื่องจากขยะกลุ่มนี้มักจะเป็นขยะจำพวกเศษอาหาร หรือชิ้นส่วนที่ทำจากพืชซึ่งย่อยสลายได้ง่าย ดังนั้นขยะกลุ่มนี้จึงมีขั้นตอนการทำลายได้โดยการนำไปทำเป็นปุ๋ยหมัก และหมุนเวียนกลับมาใช้งานได้ในภาคของการเกษตร

2. ขยะแห้ง เป็นขยะประเภทที่มีความชื่นน้อยแตกต่างจากขยะเปียก ขยะแห้งนี้มีหลายประเภท แตกต่างกันออกไปตามแต่การใช้งาน ดังนั้นเมื่อแยกออกมาแล้ว และเข้าสู่กระบวนการทำลาย มักจะได้รับการแยกอีกครั้งหนึ่ง เพื่อหาขยะส่วนที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้นั่นเอง ขยะในกลุ่มนี้ก็เช่น เศษกระดาษ เศษถุงพลาสติก ขวดพลาสติก เป็นต้น

3. ขยะที่สามารถนำลับมาใช้ใหม่ได้ เป็นขยะประเภทที่จะไม่มีการทำลายทิ้งเหมือนขยะประเภทอื่น แต่จะนำเอาชิ้นส่วนของขยะประเภทนี้ หมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง โดยผ่านขั้นตอนการทำความสะอาด ขยะในกลุ่มนี้ที่เห็นได้บ่อยๆ เลยก็เป็นพวก ขวดแก้ว ขวดน้ำดื่มประเภทต่างๆ เป็นต้น

4. ขยะเคมี เป็นขยะที่มีอันตรายสูง และต้องได้รับการกำจัดแบบพิเศษ ดังนั้นจึงไม่ควรอย่างยิ่งที่จะนำไปรวมกับขยะประเภทอื่นๆ ขยะประเภทนี้ก็เช่น แบตเตอรี่ ขวดน้ำยาฆ่าแมลง หลอดไฟเก่า เป็นต้น

5. กระดาษ ปัจจุบันมีแนวคิดในการแยกขยะประเภทกระดาษออกมาจากขยะแห้งด้วย เนื่องจากกระดาษนั้นสามารถที่จะนำไปใช้งานใหม่ ได้ หรือการนำไปหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ได้ วิธีการแยกกระดาษนั้นให้รวบรวมส่วนที่ต้องการทิ้งออกมาต่างหาก โดยใส่ไว้ในกล่องและเก็บไว้ในส่วนที่มีความชื้นน้อย

6. พลาสติก เป็นแนวคิดการแยกออกมาจากขยะแห้งเช่นเดียวกัน เนื่องจากเป็นขยะที่พบเห็นได้บ่อยมากที่สุดประเภทหนึ่ง ซึ่งขยะจำพวกพลาสติกนั้นสามารที่จะนำกลับมาใช้ใหม่ได้ หรือการนำเอาไปแปรรูปทำเป็นอย่างอื่นก็ได้เช่นเดียวกัน

การแยกขยะ นอกจากจะช่วยลดเวลา ต้นทุนในการกำจัดขยะลงแล้ว ยังจะสามารถช่วยให้สิ่งแวดล้อมนั้นไม่ต้องเผชิญกับมลภาวะจากการกำจัดขยะแบบผิดประเภท ดังนั้นเราควรที่จะสละเวลาสักเล็กน้อย ในการคัดแยกขยะก่อนการทิ้งลงถังครับ

ลดการใช้สารเคมีด้วยหลักการ Green Chemistry

ปัจจุบันไม่ว่าจะหันมองไปทางไหนก็แล้วแต่ ล้วนมีข้าวของเครื่องใช้ที่เป็นส่วนประกอบของสารเคมีทั้งนั้น ไล่มาตั้งแต่ อาหาร เสื้อผ้า เครื่องไม้ใช้สอยต่างๆ ซึ่งบางครั้งข้าวของพวกนี้นั้นก็อาจก่อให้เกิดผลเสีย หรือพิษภัยต่อสภาพแวดล้อมได้เช่นกันเมื่อมันกลายเป็นขยะ หรือถูกทิ้งด้วยความมักง่าย รู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงได้มีแนวคิดของหลักการ Green Chemistry ขึ้นมาเพื่อลด และยับยั้งผลกระทบต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมโดยสารเคมีตั้งแต่กระบวนการผลิต หลักการของ Green Chemistry นั้นมีดังต่อไปนี้

1. ควรทำการป้องกันของเสีย ขยะ หรือมลพิษเสียก่อที่มันจะเกิดขึ้นแล้วไปบำบัดเอาภายหลัง เนื่องจากการบำบัดนั้นให้ผลได้ไม่ถึง 100 เปอร์เซ็นต์

2. เมื่อมีการออกแบบผลิตภัณฑ์ ควรที่จะทำการสังเคราะห์ เพื่อที่จะใช้เครื่องมือ และวัสดุทุกประเภทอย่างสมเหตุสมผล คุ้มค่า และได้รับประโยชน์มากที่สุด และในขั้นตอนการสังเคราะห์นั้น ควรออกแบบให้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้ได้น้อยที่สุด

3. หากเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ทางเคมีที่มีการออกฤทธิ์ ควรศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และทำการออกแบบให้มีการลดความเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

4. ควรลดการใช้พลังงานในการผลิต และในกระบวนการควรที่จะศึกษาผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม ธรรมชาติ เศรษฐกิจอย่างถี่ถ้วน และกระบวนการสังเคราะห์ผลิตภัณฑ์นั้นควรทำที่อุณหภูมิและความดันปกติ

5. ไม่ควรใช้สารประเภทตัวทำละลาย ตัวแยก แต่ถ้าหากจำเป็นที่จะต้องใช้จริงๆ ควรเลือกเป็นสารที่ไม่มีอันตรายต่อทั้งมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

6. ควรหลีกเลี่ยงอนุพันธ์ที่ไม่จำเป็น เช่น blocking group, protection, deprotection temporary modification of physical, chemical process

7. วัตถุดิบตั้งต้น ควรหาทางนำกลับมาใช้ใหม่ ดีกว่าทิ้งไป ซึ่งจะเป็นผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแน่นอน

8. ควรใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาเมื่อสามารถเลือกได้ แทนการใช้สารตามปริมาณสัมพันธ์ (stoichiometric reagent)

9. การออกแบบผลิตภัณฑ์นั้น ควรเน้นไปที่การออกแบบสารที่เมื่อไม่ได้ใช้งานแล้วจะสลายตัวไปเอง หรือไม่คงความเป็นพิษ หรือผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมในภายหลัง

10. ในระหว่างกระบวนการผลิต ควรศึกษา และทำการวิเคราะห์ เพื่อเป็นการตรวจสอบและการควบคุม ในระหว่างการเกิดปฏิกิริยา ก่อนที่จะมีสารอันตรายเกิดขึ้นจากการผลิต

11. ในระหว่างกระบวนการผลิต ควรเลือกที่จะใช้สารประเภทที่ออกแบบมาให้มีความปลอดภัย และถูกออกแบบมาสำหรับขั้นตอนทางเคมีโดยเฉพาะ ทั้งนี้ก็เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุสุดวิสัยต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น เช่น การระเบิด สารเคมีรั่วไหล หรือเกิดเพลิงไหม้จากสารเคมี เป็นต้น

12. การออกแบบผลิตภัณฑ์ทางเคมี ผู้ที่ออกแบบจำเป็นจะต้องมีทักษะ และความชำนาญด้านเทคนิคโดยเฉพาะ

ตัวอย่างของ Green Chemistry คือโรงงานทอผ้า ที่เริ่มจะหันมาใช้สารเคมีประเภทที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแทนที่จะใช้งานสารเคมีประเภทเดิมที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม เมื่อได้รับการปล่อยลงสู่แม่น้ำลำคลอง เป็นต้น

รูปแบบของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ หมายถึงการท่องเที่ยว ที่เน้นเรื่องของการสร้างความเสียหายให้กับสิ่งแวดล้อม และธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงการใช้ทรัพยากรต่างๆ ให้น้อยที่สุด ซึ่งเป็นการช่วยรักษาสภาพแวดล้อมให้มีความอุดมสมบูรณ์ สามารถมีชีวิตชีวา ซึ่งแตกต่างจากการท่องเที่ยวแบบเก่า ที่เน้นความสะดวกสบายของนักท่องเที่ยวเป็นหลัก จนลืมนึกถึงสภาพแวดล้อม สำหรับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์นั้นจะมีอะไรบ้าง เราไปดูกันได้เลยครับ

1. การเดินทางศึกษาธรรมชาติ เป็นกิจกรรมที่จะช่วยปลูกฝังนักท่องเที่ยวให้ซึมซาบและตระหนักได้ถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี โดยในระหว่างการเที่ยวชมนั้นวิทยากร หรือไกด์นำทางก็จะอธิบายถึงความสำคัญของระบบนิเวศน์ หรือสิ่งแวดล้อมให้ฟังไปด้วย เส้นทางการศึกษาธรรมชาตินั้น ที่นิยมกันมากก็ได้แก่ ภูเขา ป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ ป่าชายเลน เป็นต้นครับ

2. การนั่งเรือชมพูมิประเทศ ส่วนใหญ่กิจกรรมนี้จะเป็นการเน้นที่แม่น้ำลำคลองต่างๆ ซึ่งกิจกรรมนี้จะมีพวกไกด์ หรือวิทยากร คอยดูแลนักท่องเที่ยว ด้วยการบรรยายให้ความรู้ เกี่ยวกับความสำคัญของสิ่งแวดล้อมไปด้วยก็ได้

3. การขี่จักรยานชม ภูมิประเทศ จักรยานถือได้ว่าเป็นยานพาหนะที่มีความคล่องตัวสูง และมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเนื่องจากใช้พลังงานสะอาดที่ผลิตจากมนุษย์ นอกจากนั้นในระหว่างการขี่จักรยานท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวจะสามารถสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมได้โดยตรง ซึ่งจะช่วยให้ตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี

4. การล่องแก่ง เป็นการศึกษาระบบนิเวศน์ รวมถึงสิ่งแวดล้อมได้ดีอีกช่องทางหนึ่ง ผ่านทางกิจกรรมที่มีความสนุกสนาน น่าตื่นเต้นอย่างการล่องแก่ง โดยนักท่องเที่ยวจะสามารถสัมผัสกับน้ำสะอาด และธรรมชาติสองฟากฝั่งของแก่ง ได้อย่างชัดเจน และโดยตรงเลยทีเดียว

5. การขี่ช้าง เที่ยวชมพูมิประเทศ หรือตามเส้นทางการศึกษาธรรมชาติ ก็เป็นอีกกิจกรรมหนึ่ง ที่นักท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์นั้นไม่ควรพลาด เนื่องจาก เป็นอีกทางหนึ่งที่จะสามารถสัมผัสกับธรรมชาติได้อย่างโดยตรงเช่นเดียวกัน

6. การส่องสัตว์ หรือดูนก ถือได้ว่าเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติชั้นเยี่ยม การส่องสัตว์นั้นจะสามารถเรียนรู้การดำรงชีวิต การหาอาหารของสัตว์ได้อย่างดี ส่วนการดูนกนั้นจะเน้นไปที่ความรู้เกี่ยวกับสานพันธุ์ต่างๆ ของนก ซึ่งมีอยู่มากมายหลายชนิด

7. การดำน้ำ เพื่อดูสิ่งแวดล้อมใต้ทะเล ก็เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมกันมาก เมื่อไปเยือนแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล

8. การกางเต็นท์นอนพักแรม ก็เป็นอีกกิจกรรมหนึ่ง ที่สามารถช่วยปลูกฝังเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นยังเป็นกิจกรรม ที่ช่วยให้นักท่องเที่ยวนั้นสัมผัสกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิดอีกด้วย

นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ยังมีกิจกรรมที่เป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อีกมาก ซึ่งหลักใหญ่ใจความของมันคือการท่องเที่ยวโดยที่ไม่สร้างภาระต่างๆ ให้กับสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเป็นการเรียนรู้วิถีชีวิต ความเป็นไปที่เกิดขึ้นในธรรมชาติรูปแบบต่างๆ ด้วยนั่นเองครับ

การท่องเที่ยวสีเขียว

ปัจจุบันนั้นธุรกิจท่องเที่ยว ถือได้ว่ามีความสำคัญต่อประเทศเป็นอย่างมาก เนื่องจากการท่องเที่ยวนั้น นำมาซึ่งรายได้เข้าสู่ประเทศอย่างมหาศาล เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านต่างๆ ได้เป็นอย่างดี จึงถือได้ว่าธุรกิจการท่องเที่ยวนั้นเป็นธุรกิจที่มีความสำคัญต่อประเทศเราเป็นอย่างมาก แต่การท่องเที่ยวนั้นนำมาซึ่งเรื่องของปัญหาสิ่งแวดล้อม ขยะ มลพิษต่างๆ ด้วยเช่นเดียวกัน จึงได้มีการคิดค้นวิธีการท่องเที่ยวสีเขียว หรือเน้นที่สิ่งแวดล้อมกันขึ้น ซึ่งมีเนื้อหาใจความดังต่อไปนี้ครับ

1. Green Heart คือการเน้นที่ตัวของนักท่องเที่ยวเอง เป็นการรณรงค์หรือการปลูกฝังให้นักท่องเที่ยว เที่ยวกันอย่างมีจิตสำนึก ไม่สร้างภาระแก่สิ่งแวดล้อม เป็นต้นว่า การไม่ทิ้งขยะเอาไว้ตามที่ต่างๆ เป็นต้น

2. Green Logistic เป็นการปรับตัวให้เกิดการขนส่งที่ไม่ก่อมลภาวะ หรือก่อมลพิษให้กับการเดินทางมากเกินความจำเป็น เช่น เปลี่ยนจากการเดินทางในระยะสั้นๆ มาเป็นการเดินหรือปั่นจักรยาน แทนที่จะเป็นการนั่งรถยนต์ เป็นต้น
3. Green Destination เป็นการจัดรูปแบบของการเดินทางท่องเที่ยว ให้ลดการใช้ทรัพยากร และลดการเพิ่มมลพิษให้กับสิ่งแวดล้อมได้มากที่สุด เช่น การไม่แวะพักระหว่างทางบ่อย หรือการใช้เส้นทางที่ไม่อ้อมมากจนเกินไป

4. Green Community เป็นการจัดรูปแบบของสิ่งแวดล้อม โดยเน้นที่ตัวของชุมชนนั้นๆ เป็นหลัก โดยมีการพูดจาเสวนาเกี่ยวกับแนวทางของการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น เช่น แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ควรจัดการประชุมกันเพื่อหาวิธีกำจัดขยะ ปลูกต้นไม้ และดูแลสภาพแวดล้อมรอบๆ สถานที่ท่องเที่ยวของพวกเขา รวมถึงชุมชนเองด้วย และนักท่องเที่ยวก็ควรที่จะหาโอกาสเข้าร่วมการประชุมด้วยเช่นกัน เพื่อเป็นการกำหนดแนวทางชองการอนุรักษ์ให้มีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

5. Green Activity คือการเน้นท่องเที่ยว หรือกิจกรรมที่มีการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ไม่ทำลายป่า แต่เน้นที่การสร้างป่าแทน เช่น การจัดกิจกรรมปลูกป่าสามัคคี กิจกรรมเก็บขยะชายเลน เป็นต้น

6. Green Service เป็นการส่งเสริมหรือเน้นการสนับสนุนไปที่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ที่ไม่สร้างมลพิษแก่สิ่งแวดล้อม หรือใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ธุรกิจผลิตเครื่องจักสานที่เน้นใช้วัสดุจากธรรมชาติ การอุดหนุนร้านขายอาหารที่ไม่ใช้ถึงพลาสติก กล่องโฟม ช้อนพลาสติก เป็นต้น

7. Green Plus คือการส่งเสริมการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับความรู้ต่างๆ และความร่วมมือในการช่วยเหลือสิ่งแวดล้อม การนำเอาทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ ตลอดจนเรื่องที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมประเภทอื่นๆ อีกด้วย

แม้ว่าปัจจุบันนั้น ธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์นั้น เพิ่งจะเริ่มบูมขึ้นมาแต่ก็พอจะมองเห็นสัญญาณที่ดีต่างๆ เช่น รัฐเองก็สนับสนุนเรื่องของสินค้าท้องถิ่น หัตถกรรมที่เน้นวัสดุธรรมชาติ หรือในหลายๆ ชุมชนก็หันมาให้ความสนใจการทำธุรกิจที่ใช้วัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ โดยที่ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมด้วยครับ

การทำความสะอาดด้วยวิธีธรรมชาติ

ปัจจุบันการทำความสะอาดไม่ว่าจะเป็น การทำความสะอาดร่างกาย บ้าน รถ และสิ่งต่างๆ นั้นมักจะพึ่งพาการใช้สารเคมีต่างๆ ซะส่วนใหญ่ ซึ่งสารเคมีเหล่านั้นมักจะสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นได้กับสิ่งแวดล้อม ดังนั้นจึงมีผู้คนที่หันมาใช้วิธีการทำความสะอาดด้วยสิ่งที่หาได้จากธรรมชาติกันเพิ่มมากขึ้น สำหรับการทำความสะอาดสิ่งของด้วยวิธีการทางธรรมชาตินั้น มีดังต่อไปนี้ (แต่ก็ใช้สารเคมีบ้างนะครับ เพียงแต่จำกัดปริมาณให้น้อยนิด)

1. หากเป็นการกำจัดกลิ่นเหม็น หรือกลิ่นอับ ให้ทำการหาก่อนว่าแหล่งกำเนิดของกลิ่นเหม็นอับนั้นมาจากไหน แล้วทำการกำจัดทำลายทิ้งก่อน จากนั้นนำเอาน้ำส้มสายชู เช็ดถูกบริเวณ ตัวของน้ำส้มสายชูจะช่วยกำจัดกลิ่นเหม็นอับที่ฝังลึกเอาไว้ได้ นอกจากนั้น หากต้องการดับกลิ่น ให้นำเอาน้ำส้มสายชู หรือผงฟูจำนวน 2-4 ช้อนชา ใส่ถ้วยเล็กๆ ไปวางไว้ในบริเวณที่มีกลิ่น จะช่วยให้กลิ่นนั้นหายไปได้ครับ

2. การถูทำความสะอาดพื้น ให้นำเอาน้ำส้มสายชู ผสมกับน้ำมะนาว เจือจางด้วยน้ำสะอาด 1 แกลลอน หรือประมาณ 5 ลิต แล้วเช็ดถูพื้นทำความสะอาดตามปกติ

3. การล้านจานหรือชาม ให้นำเอาสบู่เหลวผสมเข้ากับน้ำมะนาว หรือน้ำส้มสายชู จะทำให้ได้เป็นน้ำยาล้างจานที่สามารถขจัดไขมัน และคราบความสกปรกบนจานได้ดี

4. การทำความสะอาดเศษอุดตันในท่อระบายน้ำ ก่อนอื่นให้นำเอางูเหล็กเขี่ยเอาเศษอาหารที่อุดตันออกไปก่อน แต่ถ้ายังไม่ออก ให้เอาผงฟู 1 กำมือ และน้ำส้มสายชู 1 ถ้วย เทลงไปในท่อตามลำดับ จากนั้นปฏิกิริยาระหว่างน้ำส้มสายชูและผงฟูนี้ จะช่วยให้เกิดแรงดัน เอาเศษอาหารที่อุดตันออกจากท่อไปได้

5. การเช็ดกระจก ให้นำเอาน้ำส้มสายชู 1 ถ้วย ผสมกับน้ำในอัตรา 1 ต่อ 1 แล้วใช้ผ้าสะอาดสำหรับเช็ดกระจกชุบน้ำยานี้นำไปเช็ด หรือจะนำไปใส่กระบอกฉีด ฉีดเอาก็ได้

6. การทำความสะอาดคราบไขมันทั่วไป ให้นำเอาน้ำส้มสายชู ผสมกับบอแร็กซ์ ในอัตราส่วน 1 ต่อ 2 ส่วนจากนั้นนำผ้าสะอาดมาชุบแล้วนำไปเช็ดส่วนที่ต้องการทำความสะอาด น้ำยานี้ใช้ได้กับทุกพื้นผิวยกเว้นอลูมิเนียม

7. ทำความสะอาดพรม เฟอร์นิเจอร์ ให้นำเอาน้ำส้มสายชูผสมกับผงฟูมาใช้ในกรณีที่ต้องการดับกลิ่น ถ้าเป็นคราบไขมันให้นำเอาแป้งข้าวโพดมาโรยลงบนคราบที่ต้องการกำจัดทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง ให้เช็ดออกด้วยน้ำเย็น แค่นี้คราบไขมันก็จะหายไปได้แล้วครับ

การทำความสะอาดด้วยสิ่งของที่หาได้ตามธรรมชาตินั้น บางครั้งก็ได้ผลดีมากกว่าสารเคมีที่แค่ทำให้ชีวิตสะดวกขึ้นเท่านั้น แต่ก็ทำให้สิ่งแวดล้อมต่างๆ นั้นเป็นพิษได้อีกด้วย เห็นอย่างนี้แล้วจะลองเปลี่ยนมาใช้สิ่งของที่หาได้ทั่วไปทำความสะอาดแทนสารเคมีดูบ้างก็ได้นะครับ

อันตรายจากสารเคมีในสีทาบ้าน

ปัจจุบันเทคโนโลยีในการทำสีบ้านนั้น พัฒนาไปไกลมาก ดังนั้นนอกจากสีทาบ้าน หรือสีทาอาคาร จะสามารถแต่งแต้มให้กับตัวอาคารเป็นสีต่างๆ ได้แล้ว ยังมีคุณสมบัติต่างๆ มากมายด้วยเช่น ป้องกันการผุกร่อน กันสนิม กันปลวก เป็นต้น ซึ่งสารเหล่านี้มักจะเป็นสารเคมีที่ส่งผลเสียต่อร่างกายของมนุษย์ทั้งนั้นครับ สำหรับวันนี้เราจะมาพูดถึงสารพิษต่างๆ ที่อยู่ในสีทาบ้านกัน

1. สารนำสี (Binder agent) หรือที่เรารู้จักกันว่ากาว เนื่องจากเป็นสารที่ถูกออกแบบมาให้ยึดเกาะกับพื้นผิวของตัวบ้านหรืออาคารได้เป็นอย่างดี สารนำสีนี้แบ่งเป็นสองประเภท คือ ประเภทละลายในน้ำ กับ ละลายในน้ำมัน เมื่อร่างกายรับเอาสารพิษในสารนำสีเข้าไป จะเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ระคายเคืองตามเยื่อจมูก แสบตา เป็นต้น

2. ผงสี (Pigment) คือส่วนประกอบที่ทำให้เกิดสีสันนั่นเอง สามารถแบ่งได้เป็นสองประเภทเช่นเดียวกัน คือ ผงสีแบบอินทรีย์ เป็นผงสีที่ถูกสกัดมาจากธรรมชาติ พิษที่สามารถสะสมในร่างกายของมนุษย์มักจะเป็นตัวก่อมะเร็ง ส่วนอีกชนิดหนึ่งคือผงสีอนินทรีย์ เป็นสารที่เกิดจากสารประกอบออกไซด์ของโลหะต่างๆ เช่นเหล็ก ทองแดง ไทเทเนียม เป็นต้น พิษที่เกิดขึ้นกับร่างกายคือ สามารถทำให้ระบบต่างๆ ของร่างกายทำงานล้มเหลวได้ เนื่องจากสารพิษในโลหะหนักต่างๆ นั่นเอง

3. ตัวทำละลาย (Solvents) เป็นสารที่ทำให้เกิดการทำละลายของสี ซึ่งจะทำให้สามารถนำมาใช้งานได้สะดวก ดังนั้น สารที่ถูกนำมาใช้ทำเป็นตัวทำละลายมักจะเป็นพวกสารระเหย หรือทินเนอร์ ซึ่งเป็นสารเสพติดที่ส่งผลเสียต่อร่างกายโดยตรง เริ่มแรกเมื่อสูดดมเข้าไปแล้ว จะทำให้รู้สึกเคลิบเคลิ้ม สบาย ต่อมาอาจทำให้เกิดอาการประสาทหลอน และถ้าหากสูดดมทีละมากๆ อาจทำให้ถึงตายได้ นอกจากนั้นยังมีส่วนที่ส่งผลเสียต่อระบบต่างๆ ของร่างกาย เช่น ระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินหายใจ ระบบประสาท ที่ร้ายแรงที่สุดอาจทำให้สมองพิการได้ง่ายๆ

4. สารปรุงแต่ง (Additives) เป็นสารเคมีที่ใส่ลงไปในสี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถ เช่น สารกันสนิม สารกันลอกล่อน สารป้องกันเชื้อรา สารที่ป้องกันการเสื่อมสภาพของเม็ดสี เป็นต้น ซึ่งสารเหล่านี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะทำให้เกิดอันตรายต่างๆ โดยขึ้นอยู่กับสารที่ใช้ในการผสม แต่โดยมากมักเป็นพิษต่อระบบทางเดินอาหาร คลื่นไส้วิงเวียน และเป็นพิษต่อระบบประสาทของร่างกายได้จนถึงขั้นทำลายสมองโน่นเลยทีเดียว

จะเห็นได้ว่า สีทาบ้านในปัจจุบันนี้ ส่วนใหญ่นั้นมีสารเคมีที่ถือได้ว่าเป็นพิษต่อร่างกายผสมอยู่ด้วยจำนวนมาก ดังนั้นการใช้งานความีเครื่องป้องกัน เช่น ถุงมือ หน้ากาก หรือแว่นตา เพื่อช่วยป้องกันสารพิศเข้าสู่ร่างกายได้นั่นเองครับ

หน้าแรก  จาระบีอุตสาหกรรม  น้ำมันอุตสาหกรรม  สเปรย์อุตสาหกรรม  น้ำยาเคมีอุตสาหกรรม  การชำระเงิน   การจัดส่ง   บทความ   เกี่ยวกับบริษัท  ติดต่อสอบถาม

กระทรวงอุตสาหกรรม  กระทรวงพลังงาน  การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย  กระทรวงสาธารณสุข  สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม  ISO
Copyrights © Atomic Oil 1999-2017. Powered by Wordpress. Theme by Mafiashare.net  sitemap